บุญชู ไผ่ป้อง's profileWeLcOmE tO tHe MiNeR's S...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
WeLcOmE tO tHe MiNeR's SpAcE
6/17/2009 เกียรติภูมิ (คัดลอกเขามา) ชอบนะhttp://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nthisreal&group=3 เกียรติของเรา ไม่ต้องมีใครมาตีความ อ่านแล้วชอบจัง โดยเฉพาะคำตอบสุดท้ายน่ะ 10/1/2007 .
อ่านฉบับสมบูรณ์ตามลิ้งค์ข้างล่างนี้ ครับ http://www.parliament.go.th/parcy/sapa_db/sapa13-upload/13-200708163114_1.pdf อ่านฉบับสมบูรณ์ตามลิ้งค์ข้างล่างนี้ ครับ http://www.rakbankerd.com/01_jam/thaiinfor/country_info/index.html?topic_id=1822&db_file 9/23/2007 .แก้ไขล่าสุด 8 ตุลาคม 2550 อ่านประวัติ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย(วสท.)ตามลิ้งค์ข้างล่างนี้ ครับ
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ดร.สมพร จองคำ และ อารีรัตน์ คอนดวงแก้ว
เชื้อเพลิงยูเรเนียม ที่ใช้ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยปกติจะมีความเข้มข้นของไอโซโทปยูเรเนียม-235 ประมาณร้อยละ 2 (ที่เหลือเป็นยูเรเนียม-238 ซึ่งไม่สามารถเกิดปฏิกิริยาฟิชชันได้ ในสภาวะของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วไป) ในรูปออกไซด์ ของยูเรเนียม โดยได้มาจากการ ถลุงแร่ยูเรเนียม ที่มีอยู่ในธรรมชาติ (ไอโซโทปยูเรเนียม ที่มีอยู่ในธรรมชาติ ประกอบด้วยยูเรเนียม-235 ประมาณร้อยละ 0.7 และเป็นยูเรเนียม-238 ประมาณร้อยละ 99.27 ที่เหลือเป็นยูเรเนียม-234 ปริมาณน้อยมาก) แล้วนำไปผ่าน กระบวนการเสริมสมรรถนะ ให้มีปริมาณยูเรเนียม-235 มากขึ้น และหลังจากที่ ทำให้อยู่ในรูปของออกไซด์ แล้วถูกอัดทำให้เป็นเม็ดเล็กๆ บรรจุภายในแท่งโลหะผสม ของเซอร์โคเนียม ซึ่งจะถูกนำมารวมกลุ่มกัน เป็นมัดเชื้อเพลิง ประกอบกันเป็นแกนปฏิกรณ์ บรรจุอยู่ภายในถังปฏิกรณ์ ที่ทนความดันสูง ภายในถังปฏิกรณ์ มีน้ำ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมความกดดันบรรจุอยู่ เพื่อใช้เป็นตัวระบายความร้อน ออกจากแท่งเชื้อเพลิงโดยตรง และยังใช้ประโยชน์ เป็นตัวหน่วงความเร็วของนิวตรอนด้วย เพื่อให้นิวตรอนที่เกิดขึ้น มีความเร็วพอเหมาะ ที่จะเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชันต่อไปได้
แบบของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ปัจจุบันทั่วโลก ได้นิยมใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 3 แบบ ได้แก่
1. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบใช้น้ำความดันสูง (Pressurized Water Reactor : PWR) โรงไฟฟ้าชนิดนี้ จะถ่ายเทความร้อน จากแท่งเชื้อเพลิงให้น้ำ จนมีอุณหภูมิสูงประมาณ 320 องศาเซลเซียส ภายในถังขนาดใหญ่ จะอัดความดันสูงประมาณ 15 เมกะปาสคาล (Mpa) หรือประมาณ 150 เท่าของความดันบรรยากาศไว้ เพื่อไม่ให้น้ำเดือดกลายเป็นไอ และนำน้ำส่วนนี้ ไปถ่ายเทความร้อน ให้แก่น้ำหล่อเย็นอีกระบบหนึ่ง เพื่อให้เกิดการเดือด และกลายเป็นไอน้ำออกมา เป็นการป้องกัน ไม่ให้น้ำในถังปฏิกรณ์ ซึ่งมีสารรังสีเจือปนอยู่ แพร่กระจายไปยังอุปกรณ์ส่วนอื่นๆ ตลอดจนป้องกัน การรั่ว ของสารกัมมันตรังสี สู่สิ่งแวดล้อม
2. โรงไฟฟ้าแบบน้ำเดือด (Boiling Water Reactor : BWR) สามารถผลิตไอน้ำได้โดยตรง จากการต้มน้ำภายในถัง ซึ่งควบคุมความดันภายใน (ประมาณ 7 Mpa) ต่ำกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบแรก (PWR) ดังนั้น ความจำเป็น ในการใช้เครื่องผลิตไอน้ำ และแลกเปลี่ยนความร้อน ปั๊ม และอุปกรณ์ช่วยอื่นๆ ก็ลดลง แต่จำเป็นต้อง มีการก่อสร้างอาคารป้องกันรังสีไว้ ในระบบอุปกรณ์ส่วนต่างๆ ของโรงไฟฟ้า เนื่องจากไอน้ำจากถังปฏิกรณ์ จะถูกส่งผ่านไปยังอุปกรณ์เหล่านั้นโดยตรง
3. โรงไฟฟ้าแบบใช้น้ำมวลหนักความดันสูง (Pressurized Heavy Water Reactor : PHWR) ซึ่งประเทศแคนาดา เป็นผู้พัฒนาขึ้นมา จึงมักเรียกชื่อย่อว่า “CANDU” ซึ่งย่อมาจากคำว่า Canadian Deuterium Uranium มีการทำงานคล้ายคลึงกับ แบบ PWR แต่แตกต่างกันที่ มีการจัดแกนปฏิกรณ์ในแนวระนาบ และเป็นการต้มน้ำ ภายในท่อขนาดเล็ก จำนวนมาก ที่มีเชื้อเพลิงบรรจุอยู่ แทนการต้มน้ำ ภายในถังปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ เนื่องจากสามารถผลิตได้ง่ายกว่า การผลิตถังขนาดใหญ่ โดยใช้ “น้ำมวลหนัก” (Heavy Water, D2O) มาเป็นตัวระบายความร้อน จากแกนปฏิกรณ์ นอกจากนี้ ยังมีการแยกระบบใช้น้ำมวลหนัก เป็นตัวหน่วงความเร็ว ของนิวตรอนด้วย เนื่องจากน้ำมวลหนัก มีการดูดกลืนนิวตรอน น้อยกว่าน้ำธรรมดา ทำให้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ เกิดขึ้นได้ง่าย จึงสามารถใช้เชื้อเพลิงยูเรเนียม ที่สกัดมาจากธรรมชาติ ซึ่งมียูเรเนียม-235 ประมาณร้อยละ 0.7 ได้ โดยไม่จำเป็น ต้องผ่านกระบวนการปรังปรุง ให้มีความเข้มข้นสูงขึ้น ทำให้ปริมาณผลิตผล จากการแตกตัว (fission product) ที่เกิดในแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้ว มีน้อยกว่าเครื่องปฏิกรณ์ แบบใช้น้ำธรรมดา
ในปี พ.ศ. 2519 รัฐบาลได้อนุมัติ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ขนาด 600 เมกะวัตต์ ที่อ่าวไผ่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี แต่ได้มีการคัดค้าน จากประชาชน ทำให้รัฐบาลจัดสินใจ ล้มเลิกโครงการไปในที่สุด นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน กฟผ. ได้ร่วมกับหน่วยงานรัฐบาล เอกชน และ องค์กรต่างๆ จากภายใน และภายนอกประเทศ รวมทั้งผู้จำหน่ายทั่วโลก จัดกิจกรรม ให้ความรู้ ทางเทคโนโลยี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยผ่านการประชุมวิชาการ การสัมมนา จัดนิทรรศการ และจัดทำสื่อต่างๆ กล่าวได้ว่า ขั้นตอนแรก ได้สร้างความตื่นตัว และความสนใจประชาชน (Public Awareness) ต่อมา ดำเนินการ ขั้นตอนการสร้างความเข้าใจ (Public Understand) เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนสุดท้าย คือ การยอมรับของประชาชน (Public Acceptance) ซึ่งจะมีการ เข้าดำเนินการ ให้เกิดการยอมรับ ในหมู่ประชาชนทั่วไป และชุมชนที่คาดว่า จะเป็นบริเวณที่ตั้ง ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ต่อไป
เมื่อวันที่ 20 -21 กันยายน 2550 คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อการศึกษาและพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเกลือและโพแทซ โดย นายสุธรรม จิตตานุเคราะห์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คนที่ 1 ในฐานะประธานคณะทำงานเฉพาะกิจฯ ได้นำคณะ ประกอบด้วย น.ส.สุรีรัตน์ ตรีมรรคา ประธานคณะทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิต สาธารณสุข และคุ้มครองผู้บริโภค นายวีรวัธน์ ธีรประสาธน์ ประธานคณะทำงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม นายปริญญา ศิริสารการ นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ นายธีรวัจน์ นามดวง และนายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ พร้อมกับผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ได้แก่ รศ.มนตรี บุญเสนอ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น นายสุวรรณ แดงบัว ประธานสหกรณ์เกลือโคราช และนายอรุณ อินเจริญศักดิ์ และเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาที่ปรึกษาฯ อีก 4 ท่าน ร่วมเดินทางเข้าเยี่ยมเยียน ศึกษาดูงานอุตสาหกรรมเกลือและโพแทซครบวงจร โดยจุดแรกได้รับฟังการบรรยายพิเศษอุตสาหกรรมเกลือ และกระบวนการผลิตเกลือของบริษัท เกลือพิมาย จำกัด หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อสินค้า ‘เกลือปรุงทิพย์’ โดย นายอรุณ อินเจริญศักดิ์ ผู้อำนวยการบริษัท เกลือพิมาย จำกัด ได้กรุณาให้ความรู้และพาคณะเข้าเยี่ยมเยีอน โรงงานผลิตเกลือพิมาย โดยเฉพาะส่วนขยายที่ 5 ซึ่งเป็นส่วนที่เริ่มดำเนินการเมื่อไม่นานมานี้ จากนั้น ได้เดินทางไปยังกิ่งอำเภอพระทองคำ จังหวัดนครราชสีมา เพื่อดูงานการผลิตเกลือชาวบ้าน และพบปะพูดคุยกับชาวบ้านผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเกลือพื้นบ้าน ซึ่งปัจจุบันเป็นนอกฤดูการผลิต อย่างไรก็ดี ทางคณะก็ได้สำรวจขอบเขตพื้นที่การผลิตดังกล่าว พร้อมกับสอบถามถึงปัญหาและอุปสรรคจากการประกอบอาชีพอย่างสนใจ และใกล้ชิดเป็นกันเองอย่างมาก
นอกจากนี้ ได้ไปศึกษาดูงานโครงการทำเหมืองแร่โปแตชของอาเซียน อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ โดยรับฟังการบรรยายสรุปจาก นายทนง พรหมมา ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัทเหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นร่วมทุนจากหลายชาติในอาเซียน ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และบรูไน มีทุนจดทะเบียนมากกว่า 1.6 พันล้านบาท พร้อมกับรับฟังความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 4 องค์การบริหารส่วนตำบล ได้แก่ บ้านตาล บ้านชวน บ้านเพชร และบ้านหัวทะเล อย่างไรก็ดี การดำเนินงานในปัจจุบัน อยู่ระหว่างรอความชัดเจนเชิงนโยบายในการเพิ่มทุนเพื่อให้โครงการดังกล่าวสามารถเดินเครื่องได้เต็มประสิทธิภาพของโครงการที่กำหนดไว้ ต่อไป
ก่อนเดินทางกลับสภาที่ปรึกษาฯ ทางคณะทำงานฯ ได้รับเกียรติจากโครงการนำเยี่ยมชมการทำเหมืองแร่โปแตซภายใต้ความลึกจากผืนดิน ประมาณ 170 เมตร ลักษณะการขุดเจาะในลักษณะ room and pillar แม้ว่าจะเป็นการขุดเจาะในส่วนของหลุมทดลองก็ตามทางคณะเองล้วนได้รับประโยชน์จากการสำรวจพื้นที่จริงครั้งนี้เป็นอย่างมาก และจะนำไปเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายภาพรวมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมและโพแทซ ต่อไป HOME > HOMEPAGE > INTERNATIONAL
INTERNATIONAL
THE GREAT RUSSIAN FERTILIZER TAKEOVER
World potash prices could rocket on Sibur plan
A takeover plan by Sibur-Mineral Fertilizers to consolidate Russian mineral and chemical fertilizers will press upward on the international potash price.
Author: John Helmer MOSCOW -
One of the world's largest plays in consolidating mineral and chemical fertilizer assets is under way in Russia.
The outcome of this almost unrecognized, and unreported, contest could wind up restricting the flow of mined potash to major international consumers. And because Russia has become the swing producer and international market-maker in the commodity, what is happening now could light a rocket under the price of potash in the coming year.
To understand how something as peculiar as this can make easy and big money, you must start with the simple arithmetic of what used to be called manure. There are 3 ingredients in fertilizers to stimulate plant and food growth; there are 2 types of fertilizer; and 2 ways of thinking about them commercially, based on how they are manufactured.
The three plant nutrients are potassium, phosphorus, and nitrogen. The two types of fertilizer, containing these nutrients, are organic, if the elements come from naturally occurring biochemical transformations, such as animal residues or composting; or inorganic, if the elements are manufactured chemically.
Another way of viewing the production of fertilizers is whether they are mined, or synthesized chemically. Mineral fertilizers like phosphate and potash are dug out of the ground -- as rock from pits, such as those in Russia, Belarus, and Canada, where most of the world's potash reserves are located; or from water-borne salts, in evaporation pans in Jordan and Israel. Chemical fertilizers, containing nitrogen, are refined out of natural gas, and its byproduct, ammonia (aka -- nitrogen hydride, NH3).
Farming mixes nitrogen, phosphate, and potash for application to the soil. But in the stock market, companies producing a mix of chemical and mineral fertilizers are assigned an asset discount. That's because the cost of natural gas makes up about 90% of the cost of producing ammonia and its fertilizer offtakes. You might say that nitrogen fertilizer is nothing more than the conversion of a gas into a solid, but with greater profitability than the feedstock.
There's an obvious reason the profitability of this conversion causes the market to devalue the chemical fertilizer companies -- the price of natural gas can go sharply up, and down, in tandem with crude oil. Volatile energy pricing makes for unpredictable costing; and if you are stuck at the end of the fertilizer production chain, squeezed profitability.
So, when you are in the nitrogen business, you find that the market doesn't like you as much as when you are in the potash business. The underlying fundamentals of demand for fertilizers -- more mouths to feed, more food at a higher price, less land to grow it on, premium pricing for the fertilizers essential to lift crop yields -- favour the market caps and valuations of pure potash plays. In the global market, there are very few of these. Russia happens to host two of the big three -- Uralkali and Silvinit.
It also happens that, at the beginning of time, the great global manure god favoured the production of nitrogen fertilizer in Russia as well. That's because Russia is endowed with the world's largest reserves of natural gas, and the world's largest producer and exporter of gas, Gazprom.
So long as the Russian economy was under Soviet control, the economics of gas pricing were driven by the domestic priority of holding gas prices down, and the relatively higher priority of limiting the cost of fertilizers, in order to sustain agricultural yields, raise crop output, and achieve self-sufficiency in food supply. Then, after the collapse of the planned economy, a decade of asset larceny and cashflow fraud followed.
Recently, another way of thinking about fertilizer occurred to a fresh group of Russian entrepreneurs connected to the production and sale of gas. Because that business is dominated by Gazprom, and because this is more a ministry than a corporation, the entrepreneurs we are talking about happen to be government officials, or Gazprom officials, or some combination of the two.
Here's what they have been thinking. If nitrogen products, like ammonia, are mostly gas, and if the profitability of selling gas in the domestic, price-regulated market is lower than the price of selling gas derivatives in the export market, then why not buy up Russian exporters of ammonia, and enjoy the bigger profit margin at the point of export sale?
That's a rhetorical question; the answer is obvious. But this isn't quite so for those divisions of Gazprom, which make their living taking cash from domestic sales to the chemical fertilizer producers. In short, some departments of Gazprom favour investing in downstream fertilizer production, and holding down the gas cost, so as to increase the profit margin for fertilizer exports. Other departments of Gazprom favour the highest domestic price of gas they can fetch -- and keeping their cash-paying customers, the ammonia converters and nitrogen fertilizer manufacturers, without taking them over.
There are billions of dollars at stake in the contest between these factions. Accordingly, the decision has been kicked up to the Kremlin, where President Vladimir Putin's advisers are still thinking which way to go.
Last December, a strategy for downstream acquisitions of fertilizer companies was drafted by Sibur-Mineral Fertilizers (SMF), a brand new unit of Sibur, and flag-waver for the fertilizer takeover crowd.
Sibur Holding, in turn, is the semi-divested downstream production and sales division of Gazprom. Headed by Dmitri Konov, it has a product portfolio including most of the petrochemicals (76% of revenues); tyres (16%), plastics feedstocks and chemical fibres (8%). Audited revenues in 2006 totaled to Rb121.9 billion ($4.5 billion).
The holding's motto, headlining its website, is "the art of subtle transformation". Just how subtle Sibur needs to be is spelled out in the small print of the auditor's notes to the IFRS financial statements for last year. Referring to Russian transfer pricing rules, introduced in 1999, making taxable transaction prices that differ from market prices by more than 20%, the notes caution: "it is possible with the evolution of the interpretation of the Russian transfer pricing rules...that such transactions could potentially be challenged in the future."
Head of the new SMF is Andrei Teterkin (pronounce: tet-yor-kin), a petrochemicals executive at the defunct Yukos group, then head of strategy for the Evraz steel group. In February 2007, he took charge of SMF. In May he got the SMF board to accept what the company briefly described as "the concept of the development strategy focused on further company's growth in Russian mineral fertilizers market." According to an industry analyst, "I don't believe Gazprom allows SMF to swim alone in the sea, so these papers were jointly produced, and it's difficult to identify where the head sits."
To build momentum behind his fertilizer asset plan, Teterkin has briefed Moscow investment banks on his business plan, and leaked pages of it to the Moscow business media. The idea started to become public in July -- buy up the Russian fertilizer makers, who depend on gas, and raise profitability on the spread between the cost of the input and the value of the output. SMF currently owns 76% of Kemerovo Azot Joint Stock Company (ammonia) and a minority stake in Orton JSC (Kemerovo), which it took over from the holding structure. Early in September, it announced the purchase of a 3.15% stake in Perm Mineral Fertilizers (PMF). Another 31% or more of PMF has reportedly been sold to an unidentified consolidator; this looks to be Teterkin. The price paid of about $200 million, according to industry analysts, was at a 40% premium to the market valuation of PMF. Teterkin is also reported to be negotiating for an increase in SMF's 14% shareholding in Rossosh Minudobreniya.
Just how small mineral fertilizers amounted to in Sibur's business was reported in the financial statements for 2006, before SMF was formed. In that year, sales of mineral fertilizers came to just Rb3.6 billion ($132 million), just 3% of Sibur's aggregate sales.
According to Teterkin's strategy document, SMF currently holds just 9% of the Russian nitrogen fertilizers market. By 2009, he aims to take a 50% share.
Among the nitrogen fertilizer producers targeted for takeover so far, the biggest is resisting; this is Togliatti Azot (ToAZ), which is controlled by chief executive Vladimir Makhlai. ToAZ is the largest of Russia's ammonia producers, and the single largest cash customer for Gazprom gas. The takeover attempt has also involved regional government tax checks, and a civil lawsuit alleging transfer pricing violations (now dismissed). Direct negotiations between Sibur and ToAZ were reported in April. Five months later, no outcome is clear.
Another target has been the Odessa Port Plant (OPP), the second largest fertilizer producer in the Ukraine. On September 12, however, the government in Kiev intervened, issuing an immediate ban on the scheduled privatization sale of the company for fear that it would pass into Russian hands. The SMF strategy document totes up the acquisition cost of ToAZ, OPP, and various sized stakes in other Russian companies at more than $3 billion. If successful, the Teterkin plan estimates the capital value of SMF in 2009 at $5 billion.
Teterkin's acquisition plan for SMF goes further than nitrogen fertilizers. His proposed buy-back of apatite assets, reclaimed by the government from the Yukos group, would establish SMF strongly in the phosphate business.
Teterkin aims at taking control of the potash fertilizer companies as well. A source, who has been shown the SMF business plan, told Mineweb: "My personal opinion is that the potash part of the plan is far from alive, but it is there, in the papers." Teterkin's scheme, as it has been reported from the SMF business plan, concedes that SMF will need a local partner to accumulate the capital and cash required to enter the potash market. But if that can be negotiated, the plan calls for an aggressive takeover of potash miners.
According to the Teterkin plan, if he gets his way, by 2009 SMF will hold 58 % of the home market for ammonia; 65% for phosphate (apatite) fertilizers; and 48 % for potash fertilizers.
Mikhail Stiskin, fertilizer sector analyst at Troika investment bank in Moscow, told Mineweb: "For now we see that Sibur assigned a separate entity for fertilizers. The growth of this entity seems logical to me into chemical and nitrogen fertilizers as production of these two significantly depends on the gas, which Gazprom can supply. For now Sibur-Mineral Fertilizers doesn't have any serious assets, but the trend is very clear - it is that Sibur doesn't want to limit itself only to nitrogen fertilizers, but to move into potash and phosphates. The logic is that the companies producing all three types of fertilizers, and which can mix them to produce mixed fertilizers, are quoted at significantly higher multiples than single fertilizer producers. As to the multiples - the potash producers have the highest within the fertilizer industry. If Sibur will go this way it will have to acquire Silvinit and Apatit. Both companies have problems in management, and can be pushed to lower their sale value by Gazprom."
Uralkali, Russia's largest potash producer and the world's largest pure potash play, is already too big for SMF to swallow, according to industry sources. Current market capitalization of Uralkali is $6.2 billion; this may reach $7 billion when and if Uralkali launches an IPO in London later this year. An announcement on this is expected in few weeks. For the foreseeable future, Uralkali is bigger than SMF.
That exposes Silvinit to a Sibur takeover. Yelena Sakhnova, analyst with the United Financial Group in Moscow, told Mineweb: "I really doubt Pyotr Kondrashov will sell Silvinit to Sibur. It is hard to guess what will happen to potash prices if this purchase will be made. I saw the Sibur plan and can tell you that it has all assets in the industry you can imagine."
"There is no doubt that the fertilizer industry has to be consolidated", says Marina Alexeyenkova of Renaissance Capital, "as everything depends on gas prices, which are rising. I saw the [Teterkin] strategy and can confirm it has Silvinit and FosAgro there." A source close to Silvinit told Mineweb that a recent decision by Silvinit's board to lift dividend payments to shareholders by eight times, compared to 2005, is strongly suggestive of the belief on the board that Gazprom will use its muscle to back an SMF takeover.
The parallel moves by SMF into phosphates and potash can be delayed. But sources inside the fertilizer industry tell Mineweb they believe the strategic momentum of state intervention to control the price of fertilizers to the Russian farm market cannot be resisted.
Concern for the rising prices of farm grains, and of bread, have been troubling election campaign managers for the Kremlin for months. The appointment last week of Victor Zubkov as Russia's new prime minister is likely to reinforce the sensitivities of the new government to farmers and consumers; Zubkov's early career was as an administrator of collective farms in the Leningrad region.
A well-placed source in Moscow told Mineweb: "the impact of SMF's takeover of Silvinit, which now looks probable, is that Gazprom will direct a sizeable part of its potash production to satisfy demand in the domestic market. The government's anti-monopoly agency has already sent public signals that the price of potash is too high for Russian farms to afford. So you can expect that Gazprom will certainly consider the wishes of Russia's agro-industry."
This in turn is likely to impact on the volume of Russian exports of potash, part of which are managed by Belarusian Potash Corporation (BPC), a joint venture of Uralkali and Belaruskali; Silvinit does not market its exports through the BPC.
Silvinit, according to industry sources, cannot lift its production capacity by much; Uralkali can. The latter announced last week that in the eight months of this year to August 31, it turned out 3.4 milion tonnes of potash; this is up 33% on the same period of 2006.
If Gazprom eats Silvinit, it is anticipated that Silvinit will be obliged to satisfy the government's priority, and divert its current export tonnage of potash to domestic sales. Company reports indicate that in 2006 Silvinit produced 5.3 million tonnes of potash (K2O, up 7% on 2005). Export volume was 80%. Counting both Silvinit and Uralkali, domestic supplies of potash in 2006 amounted to about 1.5 million tonnes. Annual consumption of potash fertilizers in Russia has been projected by the federal government to double in three years to about 2.4 million tonnes.
Diversion of 1 million tonnes from export - about 14% of the current export total - would be felt immediately as a deficit of Russian potash available for sale internationally. That market has already been feeling the impact of 3% to 5% annual growth of demand, and prices have been rising sharply.
Teterkin's business plan for the great Russian fertilizer takeover has yet to be fully endorsed by his bosses at Gazprom and the Kremlin. But the scramble for assets is already transmitting a signal that, for supplies of potash over the next two years, the commodity market should be prepared to accept higher prices. Accordingly, the stock market is preparing a wager on the acceleration of share prices for the potash producers.
.
9/21/2007 .
9/20/2007 .
คำแนะนำในการใช้ปุ๋ยเคมี
ข้อควรปฏิบัติก่อนใส่ปุ๋ยในนาข้าว
การใส่ปุ๋ยเคมีกับข้าวนาดำครั้งแรก
ครั้งที่ 2
การใส่ปุ๋ยเคมีกับข้าวขึ้นน้ำ
คำแนะนำในการใช้ปุ๋ยเคมี
อัตราปุยเคมีที่แนะนำนี้เป็นอัตราเฉลี่ยปานกลางที่คาดว่าจะได้ผลผลิตข้าวสูงขึ้น และได้กำไร ชาวนา อาจใส่ปุ๋ยให้แตกตางไปจากนี้ได้โดยสังเกต และพิจารณาจากพันธุ์ข้าว ราคาข้าว ราคาปุ๋ย ลักษณะดิน และสภาพแวดล้อมอื่นๆ นอกจากการใส่งปุ๋ยเคมีและขาวนา ควครใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่นปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักร่วมด้วย หรือไถกลยฟางข้าวหลังจากเก็บเกี่ยวเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ช่วยปรับสภาพของดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี และยึดปุ๋ยเคมีไว้ไม่ให้สูญเสียไปได้ง่าย การใส่ปุ๋ยเคมีกับข้าวนาดำ
เมื่อกลับกองปุ๋ย ๔ ครั้งแล้ว แผ่กองปุ๋ยออกผึ่งไว้ในที่ร่มจนแห้ง แล้วบรรจุกกระสอบที่ระบายอากาศได้ดี
ความรู้เกี่ยวกับปุ๋ย ปุ๋ยคืออะไร .
9/13/2007 .เกษตรอำเภอเสลภูมิแนะการใส่ปุ๋ยข้าวนาปรัง นายเกรียงศักดิ์ วรรณทองสุก เกษตรอำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่าอำเภอเสลภูมิ มีการปลูกข้าวนาปรังปี 2546 ในพื้นที่ 12 ตำบล ริมฝั่งลำน้ำชี ลำน้ำยัง บึงเกลือ รวมประมาณ 25,000–30,000ไร่ ข้าวอยู่ในหลายระยะตั้งแต่ต้นกล้า การแตกกอ การอุ้มท้อง การออกรวง สภาพแปลงนาของเกษตรกรได้มีการใช้ธาตุอาหารต่างๆในดินอย่างต่อเนื่องดินนาในแถบภาคกลางมักจะขาดธาตุอาหารหลักที่ข้าวต้องการเช่น ไนโตรเจน(N) ฟอสฟอรัส(P) ส่วนโปรแตสเซี่ยม(K) มักจะขาดในดินนาที่เป็นดินทราย เกษตรอำเภอเสลภูมิ เปิดเผยต่อไปว่า ธาตุอาหารพืชทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปรแตสเซี่ยม เป็นธาตุอาหารหลักที่ข้าวต้องการปริมาณมาก ดินนาส่วนใหญ่มักจะขาด หรือมีไม่พอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ไนโตรเจน” และฟอสฟอรัสฯ การใส่ปุ๋ยให้ข้าวเจริญเติบโตและให้ผลเจริญสูงสุดนั้นควรพิจารณาความอุดมสมบูรณ์ของดินธาตุอาหารที่ได้จากธรรมชาติ และจากปุ๋ยที่ใส่ลงไปในดิน ดินเหนียวและดินร่วน ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ในภาคกลางเป็นส่วนมากมีโปรแตสเซี่นมเพียงพอสำหรับการปลูกข้าวแล้ว แต่ในดินทรายหรือดินร่วนปนทรายมีปริมาณค่าโปรแตสเซี่ยมน้อย ข้าวจะตอบสนองต่อปุ๋ยโปรแตสเซี่ยมจึงแนะนำให้ใส่ปุ๋ยโปรแตสเซี่ยมในนาดินทรายหรือดินร่วนปนทรายด้วย นายเกรียงศักดิ์ วรรณทองสุก เปิดเผยอีกว่า การใส่ปุ๋ยต้องใส่ในอัตราปุ๋ยที่แนะนำนี้ เป็นอัตราเฉลี่ยปลานกลางที่คาดว่าจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวสูงพอสมควรและคาดว่าจะได้กำไรดีเกษตรกรอาจพิจารณาใส่ปุ๋ยแตกต่างไปจากนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ข้าวราคาข้าว ราคาปุ๋ย ลักษณะดิน สภาพแวดล้อม เป้าหมายของผลผลิต และประสบการณ์ของชาวนา นาหว่าน โดยทั่วไปจะใส่ปุ๋ยสองครั้งคือ ครั้งที่ 1 “ปุ๋ยรองพื้น” ใช้หลักจากหว่านข้าวงอกประมาณ 20–30 วัน ปุ๋ยที่ใช้จะอยู่ในรูปของปุ๋ยรวม สูตร ที่จำหน่ายในท้องตลาดเช่น นาดินเหนียว หรือนาดินร่วนใช้ 16–20-0 ,18–22-0 ,20–20-0 หรือ 24–24-0 นาดินทราย หรือนาดินร่วนปนทรายใช้ 16–16-8 ,15-15-15 หรือ 16–24–16 ครั้งที่ 1 “ปุ๋ยแต่งหน้า” ใช้หลังจากการใช้ปุ๋ยครั้งแรกประมาณ 25–30 วัน หรือหลังจากการหว่าน ข้าวงอก 45–50 วัน ซึ่งข้าวอยู่ระยะสร้างรวงอ่อน ปุ๋ยที่ใช้เป็นปุ๋ยเดียวเฉพาะธาตุ “ไนโตรเจน(N)”สูตร 16–0-0 (ยูเรีย) อัตรา 10–15กิโลกรัมต่อไร่ หรือ สูตร 21–0-0 (แอมโนเนียมซัลเฟต หรือปุ๋ยน้ำตาล) อัตรา 20–30 กิโลกรัมต่อไร่ หากเกษตรกรมีความสงสัยประการใด โปรดติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือที่ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ใกล้บ้านท่าน ข่าวภูมิภาคร้อยเอ็ด / วัชรินทร์ เขจรวงศ์ .ข่าว/บทความในเดือนเมษายน 2550 แนะเกษตรกรใช้ปุ๋ยผสมผสานระหว่าง “ปุ๋ยเคมีและอินทรีย์” ปัจจุบันเกษตรกรยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม เพราะการปลูกพืชให้ได้ผลดีต้องรู้จักใช้ปุ๋ยผสมผสานอย่างเหมาะสม ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และเคมี มิใช่เลือกใช้ปุ๋ยชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นายศักดิ์เกษม สุนทรภัทร์ หัวหน้าฝ่ายปุ๋ยเคมีส่วนใบอนุญาตและขึ้นทะเบียน สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ได้แนะนำการใช้ปุ๋ยว่า เริ่มต้นเกษตรกรควรเรียนรู้และเข้าใจถึงความต้องการของพืชว่าในแต่ละระยะการเติบโตต้องการธาตุอาหารใดในปริมาณเท่าใด เช่น ระยะแรกอาจใช้ปุ๋ยอินทรีย์เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยให้ดินร่วนซุย เหมาะสำหรับการตั้งตัวของต้นกล้า พอถึงระยะที่พืชต้องให้ผลผลิตก็อาจจะหันมาใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งมีปริมาณธาตุอาหารสูงเมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยน้ำหนัก และพืชสามารถดึงธาตุอาหารเหล่านั้นไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตได้ทันทีเป็นต้น ทั้งนี้ หากพิจารณาข้อได้เปรียบเสียเปรียบของปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ในการปรับปรุงดินนั้น ข้อได้เปรียบของปุ๋ยอินทรีย์คือ ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น โดยเฉพาะคุณสมบัติทางกายภาพของดิน เช่นความโปร่ง ความร่วนซุย ความสามารถในการอุ้มน้ำ และธาตุอาหารพืชของดินดีขึ้น อยู่ในดินได้นานและค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชอย่างช้าๆ เมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีจะส่งเสริมปุ๋ยเคมีให้เป็นประโยชน์แก่พืชอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้จุลชีพในดินโดยเฉพาะพวกที่เป็นประโยชน์ต่อการบำรุงดินให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนข้อเสียเปรียบของปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ มีปริมาณธาตุอาหารพืชต่ำ ใช้เวลานานกว่าปุ๋ยเคมีในการปลดปล่อยธาตุอาหารที่จะเป็นประโยชน์ให้แก่พืช ราคาแพงกว่าปุ๋ยเคมีเมื่อคิดเทียบในแง่ราคาต่อหน่วยต่อน้ำหนักของธาตุอาหาร อีกทั้งยังหายากหากต้องการใช้ปริมาณมาก สำหรับปุ๋ยเคมี มีข้อได้เปรียบปุ๋ยอินทรีย์ในแง่ปริมาณธาตุอาหารต่อหน่วยน้ำหนักของปุ๋ยสูงใช้ปริมาณเพียงเล็กน้อย ราคาถูกเมื่อคิดเป็นราคาต่อหน่วยน้ำหนักของธาตุอาหาร การขนส่งและเก็บรักษาสะดวก หาซื้อได้ง่าย ในขณะที่ข้อเสียเปรียบของปุ๋ยเคมี คือ ปุ๋ยเคมีไม่มีคุณสมบัติปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน กล่าวคือไม่ทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย เหมือนปุ๋ยอินทรีย์ และหากเกษตรกรใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียเป็นปริมาณมากและติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะทำให้ดินเป็นกรดเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องใช้ปูนขาวช่วยแก้ความเป็นกรดในดินและต้องเข้าใจว่าปุ๋ยเคมีทุกชนิดมีความเค็ม ถ้าใช้ในอัตราสูงหรือใส่โคนต้นพืชจะเกิดอันตรายแก่พืชและการงอกของเมล็ด ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีล้วนมีข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น แต่ปุ๋ยทั้งสองชนิดก็มีบทบาทร่วมกันที่จะช่วยสนับสนุนและสร้างประโยชน์ที่ดีที่สุดในแง่ของความอุดมสมบูรณ์ของดิน ดังนั้นการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์จึงควรเป็นนโยบายที่สำคัญในการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะจะทำให้ดินได้ธาตุอาหารพืชอย่างครบถ้วน ทั้งธาตุอาหารหลักธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริม และมีโครงสร้างดินที่ดีถือเป็นระบบการผลิตแบบเกษตรยั่งยืนที่ดีที่สุดสำหรับเกษตรกรไทย อย่างไรก็ตาม การผลิตพืชโดยการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรควรทราบลักษณะและคุณสมบัติของดินในแปลงของตนเอง เพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงดินได้อย่างเหมาะสม จากนั้นพิจารณาดูว่าในดินมีธาตุอาหารพืชชนิดใดบ้าง การปลูกพืชต้องเพิ่มเติมธาตุอาหารพืชในปริมาณเท่าใด เพื่อจะได้พิจารณาการใช้ปุ๋ยในแบบผสมผสานได้อย่างเหมาะสม หรืออย่างน้อยควรมีการเก็บตัวอย่างดินส่งวิเคราะห์ทุก 3-5 ปี เพื่อจะได้รับคำแนะนำจากการจัดการดินและปุ๋ยอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ช่วยให้การจัดการดินและปุ๋ยได้ถูกต้องและลดต้นทุนการผลิตพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เขียน: - ที่มา: เดลินิวส์ (รายวัน) วันอังคารที่ 10 เมษายน 2550 หน้า 10. คัดมาจาก : http://www.ubon.ricethailand.org/news/2550.htm#apr1 9/12/2007 .
ไม่น่าเชื่อ!! โปแตสเซียม !!ช่วยชีวิต!! แก้ไขความรู้สึกอยากตาย จากโรคที่ไม่ทำให้ตาย 2. รู้สึกเบื่อหน่าย -ซึมเศร้า 4. มีอาการทางประสาท 6. เหงื่อแตกบ่อยๆ 8. หัวใจเต้นผิดปรกติ 10. เบื่ออาหาร 12. เนื้อตัวชาเป็นบางครั้ง 14. มือเย็น เท้าเย็น 16. เป็นตะคริวบ่อย 18. อ้วน น้ำหนักเกิน 20. อยากฆ่าตัวตาย 22. เป็นลมบ่อยๆ 24. วิตกกังวลง่าย 26. ลังเลตัดสินใจไม่ได้ 28. กามตายด้าน 30. การประสานงาน ส่วนต่างๆ ของร่างกายเลวลง 32. หายใจไม่ออกบ่อยๆ 34. ปากแห้ง-คอแห้ง 36. โมโหร้าย 38. ถ่ายปัสสาวะผิดปรกติ 40. ทนเสียงอึกทึก-แสงจ้าๆ ไม่ได้ ให้เติมแร่ธาตุกลุ่มเกลือคาร์บอนิคซอลท์ ได้แก่ """โซเดียม แคลเซียม โปแตสเซียม และแมกนีเซียม""" สี่ตัวนี้ค่ะ จะช่วยทำให้อาการป่วยหายเร็วขึ้น 9/11/2007 .
.
ประกาศเตือนโรคใบจุดสีน้ำตาลในนาข้าว.... วันที่ 22 สิงหาคม 2550 โรคใบจุดสีน้ำตาล (Brown Spot) สาเหตุ เชื้อรา Helminthosporium oryzae Breda de Haan. อาการ แผลที่ใบข้าวมีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล รูปกลมหรือรูปไข่ ขอบนอกสุดของแผลมีสีเหลือง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-1 มม. แผลที่มีการพัฒนาเต็มที่ขนาดประมาณ 1-2 x 4-10 มม. บางครั้งพบแผลไม่เป็นวงกลมหรือรูปไข่ แต่จะเป็นรอยเปื้อนคล้ายสนิมกระจัดกระจายทั่วไปบนใบข้าว แผลยังสามารถเกิดบนเมล็ดข้าวเปลือก บางแผลมีขนาดเล็ก บางแผลอาจใหญ่คลุมเมล็ดข้าวเปลือก ทำให้เมล็ดข้าวเปลือกสกปรก เสื่อมคุณภาพ เมื่อนำไปสีข้าวสารจะหักง่าย การแพร่ระบาด เกิดจากสปอร์ของเชื้อราปลิวไปตามลมและติดไปกับเมล็ด การป้องกันกำจัด • ใช้พันธุ์ต้านทานที่เหมาะสมกับสภาพท้องที่ และโดยเฉพาะพันธุ์ที่มีคุณสมบัติต้านทานโรคใบสีส้ม • คลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เบนเลทที อัตรา 3 กรัม / เมล็ด 1 กก. • ใส่ปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์ อัตรา 5-10 กก. / ไร่ ช่วยให้ข้าวเป็นโรคน้อยลง • กำจัดวัชพืชในนา ทำแปลงให้สะอาด และใส่ปุ๋ยในอัตราที่เหมาะสม หรือปลูกพืชหมุนเวียนจะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ • ถ้าอาการของโรคใบจุดสีน้ำตาลรุนแรงในระยะข้าวแตกกอ ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ฮิโนซาน เดลซีน-เอมเอ็กซ์ อัตราตามคำแนะนำของนักวิชาการ ข่าวเกษตรอื่นๆ ลิขสิทธิ์ 2006 สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จังหวัดสกลนคร http://www.rd1677.com/rd_sakolnakhon/kaset_sakolnakhon.php?id=13501 9/8/2007 หน่วยงานภาครัฐ ดูแลด้านอุตสาหกรรมแร่โปแตชกลุ่มพัฒนาอุตสาหกรรมเคมี สำนักอุตสาหกรรมพื้นฐาน กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ -Home -การขออนุญาตทำเหมืองใต้ดิน -กฏหมายที่เกี่ยวข้อง -ข้อร้องเรียนและคำชี้แจง บทบาทหน้าที่ + เป็นศูนย์ข้อมูลด้านโปแตช เกลือหิน แมกนีเซียม และอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ -โปแตช -เกลือหิน -แมกนีเซียม + เป็นศูนย์วิจัยด้านร็อคแมคแคนิคส์ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการทำเหมืองใต้ดินขนาดใหญ่ -Uniaxial Compression Test -Triaxial Compression Test -Uniaxial Creep Test T -riaxial Creep Test -Brazilian Test + กำกับ ดูแล โครงการทำเหมืองแร่โปแตชของอาเซียน(ประเทศไทย) ให้เป็นไปตามข้อกำหนด -บริษัท เหมืองแร่โปแตชของอาเซียน จำกัด (APMC) + ส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการลงทุนอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้วัตถุดิบที่เป็นผลพลอยได้ของโครงการทำเหมืองแร่โปแตช -บริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC) -บริษัท ไชน่า หมิงต๋า โปแตช คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กลุ่มพัฒนาอุตสาหกรรมเคมี กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ โทร.0-2202-3901-4 โทรสาร. 0-2202-3906 8/24/2007 .คู่มือ มาตรฐานวิธีการสำหรับผู้ประกอบการ ในการควบคุม ป้องกัน ติดตามเฝ้าระวัง และแก้ไขปัญหามลพิษที่เกิดจากการประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่และโลหกรรมชนิดแร่โพแทช
8/23/2007 .อิตัลไทย รุกผ่าทางตันเหมืองแร่โปแตชอุดรฯ โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 สิงหาคม 2550 13:57 น.
การตัดสินใจเข้าลงทุนในโครงการเหมืองแร่โปแตช อุดรธานี ของอิตัลไทย โดยทุ่มเงินหลายพันล้านซื้อหุ้นจากนักลงทุนชาวแคนาดาเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการก่อสร้างที่คิดขยายธุรกิจไปยังอุตสาหกรรมเหมืองแร่ตกอยู่ในสภาวะ “กลับบ่ได้ ไปบ่ฮอด จอดพอกะเทิน” เพราะเกือบร่วมปีแล้วที่อิตัลไทย ถูกรุกไล่จากฝ่ายต่อต้านที่มีกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เป็นแกนหลัก กระทั่งถอยร่นไปสู่การเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
โครงการเหมืองแร่โปแตช อุดรฯ ริเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2524 โดยบริษัทเอเชีย แปซิฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC) จากแคนาดา ได้รับสิทธิสำรวจและผลิตแร่โปแตช บริษัทฯ สำรวจพบแร่โปแตชคุณภาพดี 2 แหล่ง คือ แหล่งอุดรใต้ และแหล่งอุดรเหนือ โดยมีแผนจะพัฒนาแหล่งอุดรใต้ก่อนเป็นอันดับแรก และในปี 2541 บริษัทฯ ได้ยื่นขออาชญาบัตรพิเศษและได้รับอนุมัติจากกระทรวงอุตสาหกรรม เนื้อที่ 528,750 ไร่ ระยะเวลา 3 ปี แม้ตัวเลขของอิตัลไทย จะดูตื่นตาตื่นใจและให้คำมั่นจะจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ดีที่สุด แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ฝ่ายคัดค้าน “ลดธง” ลงมาได้ เพราะอนาคตของคนอีสานรุ่นต่อๆ ไปที่ยังไม่แน่ว่าจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใดกับโครงการพัฒนาเหมืองแร่
8/12/2007 เรารักในหลวง รวมสุดยอดประตู หงส์แดง 2007-20088/10/2007 ข่าว พืชพลังงาน น้ำมันไบโอดีเซล
***********
ข่าวประจำวัน 24 มกราคม 2550
คณะเกษตรศาสตร์ จัดสัมมนาหาแนวทางการพัฒนาพืชพลังงานในอีสาน
เช้าวันนี้ (24 มกราคม 2550) คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง ศักยภาพการพัฒนาพืชพลังงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี รศ. พิศาล ศิริธร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย เป็นประธานเปิดการสัมมนา ณ ห้องประชุม 7011 คณะเกษตรศาสตร์
การสัมมนาที่จัดขึ้นในครั้งนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อที่สมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะนำผลการสัมมนาไปปรับปรุงยุทธศาสตร์แต่ละพืชให้เหมาะสม เพื่อสนองต่อนโยบายพลังงานแห่งชาติที่ได้กำหนดเป้าหมาย
ให้มีการใช้เอทานอล 3 ล้านลิตรในปี 2549 และ 4 ล้านลิตรในปี 2554 และใช้ไบโอดีเซล 3,100 ล้านลิตรต่อปี เชิญร่วมสัมมนาการพัฒนาพืชพลังงานในอีสาน
ดินเสื่อม วิกฤตการณ์ ที่น่าเป็นห่วงสภาพดินเสื่อมความอุดมสมบูรณ์วิกฤติการณ์ที่น่าเป็นห่วง ถ้าเปรียบเทียบการพัฒนาการปลูกพืช เหมือนกับการพัฒนาคนในยุคของวัตถุนิยม ซึ่งเน้นการพัฒนาทางร่างกายมากกว่าการพัฒนาด้านจิตใจ ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากร่างกายเป็นสิ่งที่มองเห็นและจับต้องได้เป็นรูปธรรม ในขณะที่จิตใจเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ยากที่จะเข้าใจ ฉันใดก็ฉันนั้นการพัฒนาด้านการผลิตพืช นักพัฒนาและเกษตรกรมักจะให้ความสำคัญในสิ่งที่มองเห็นด้วยตาเป็นรูปธรรม คือ ต้น ดอก ใบ ผล ของที่อยู่เหนือดินนั่นเอง ส่วนสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่ทำให้พืชเจริญเติบโตงอกงามได้ดี คือ ความอุดมสมบุรณ์ของดิน ซึ่งมองไม่เห็น ยากที่จะเข้าใจเปรียบเสมือนลักษณะของจิตใจนั้น ขาดการพัฒนา ดูแลและเอาใจใส่เท่าที่ควร ความสำคัญในการพัฒนาด้านนี้ ทั้งจากทางภาครัฐและเกษตรกรเอาถูกละเลยอย่างน่าเป็นห่วง จากประสบการณ์ที่ได้ไปพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเกษตรกรพบว่า ถ้าถามถึงลักษณะต้นพืชที่เขาปลูกบนดิน เกษตรกรจะตอบได้อย่างมั่นใจในทุกช่วงของการเจริญเติบโต แต่พอถามถึงดินที่ปลูกพืชนั้นอยู่เป็นอย่างไรบ้าง ความอุดมสมบูรณ์ดีมั้ย ดินมีปัญหาหรือไม่ ดินของท่านสุขภาพดีหรือกำลังป่วย (มีปัญหาและความอุดมสมบุรณ์ของดินต่ำ) คำถามลักษณะเช่นนี้มักจะได้คำตอบแบบเดียวกันจากเกษตรกรว่า ไม่รู้ ไม่ทราบ ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจเรื่องนี้มากนัก จากผลการศึกษาพบว่าเกษตรกรพอจะรู้ว่าดินของตนเองมีปัญหา ดินเสื่อมความอุดมสมบูรณ์ โดยการสังเกตจากผลผลิตพืช ดูจากจำนวนปุ๋ยเคมีที่ใส่เพิ่มมากขึ้นแต่ผลผลิตเท่าเดิมหรือลดลง ดูจากสภาพภายนอกทางกายภาพ เช่น สภาพดินจับตัวกันแน่นแข็ง ดินดาน การระบายน้ำไม่ดี ฯลฯ ลักษณะปัญหาเหล่านี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก และนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่เกษตรกรส่วนมากก็ยังไม่มีความพยายามหาทางแก้ปัญหาที่ชัดเจน ทั้งนี้อาจจเนื่องจากการขาดความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนข้อจำกัดหลายประการ ทำให้ไม่มีแผนการแก้ปัญหาของเกษตรกรทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตราบใดที่ตัวเกษตรกรยังมองเห็นพืชที่ตนเองปลูกนั้นยังให้ผลผลิตได้อยู่ และคิดว่าการเพิ่มหรือเลือกใช้ปุ๋ยเคมี อาหารเสริม และฮอร์โมน หลากหลายที่มีขายในตลาดจะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดธาตุอาหารของพืชได้จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญในการปรับปรุงบำรุงดินในเชิงระบบเพื่อยกระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินให้สูงขึ้น Dr.Ernst W Mutert จากสถาบัน Potash and Phosphate แห่งเอเชีย ได้กล่าวถึงสถานการณ์การสูญเสียธาตุอาหารจากดิน และการเสื่อมความอุดมสมบูรณ์ของดินในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยไว้อย่างน่าเป็นห่วง ผลการทดลองการสูญเสียธาตุอาหารจากดินในการปลูกพืชในหลายประเทศพบข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น การทดลองปลูกมันสำปะหลังที่จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า ในการปลูกมันสำปะหลัง 1 ไร่ ใน 1 ฤดูปลูก พบว่าดินที่ปลูกมันสำปะหลังมีการสูญเสียธาตุอาหารหลักของพืช คือ ธาตุไนโตรเจน ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุโปแตกเซี่ยม ไป 9.7 , 4.17 และ 9.66 กิโลกรัมต่อไร่ โดยสูญเสียไปในรูปของผลผลิต คือหัวมันสำปะไลังและต้นมันสำปะหลังที่นำออกไปจากแปลงทดลอง Ernst พยายามอธิบายถึงความสมดุลระหว่างปริมาณธาตุอาหาร (เช่นปุ๋ย) ที่ใส่ลงไปในดิน (Input) กับปริมาณธาตุอาหารที่ติดออกไปกับผลผลผลิตพืชและเศษวัสดุพืชต่างๆ ที่นำออกไปจากดิน (Output) สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากในความเห็นของเขาก็คือ ความสมดุลของธาตุอาหาร (Nutrient Balance) ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย ในรูปของ Output ที่เอาออกไปจากดินมีมากกว่า Input หลายเท่านัก ประกอบกับการขาดความรู้ ความเข้าใจและขาดจิตสำนึกในการอนุรักษ์และรักษาระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินอย่างยั่งยืน รวมทั้งทิศทางและนโยบายการแก้ปัญหาที่จริงจังและเป็นรูปธรรมทางด้านนี้ยังมีข้อจำกัดหลายประการ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย Ernst ได้สรุปไว้อย่างน่าฟังว่า ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ โดยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและถูกทิศทาง วิกฟติการณ์การสูญเสียธาตุอาหารจากดินและการเสื่อมความอุดมสมบุรณ์ของดินจะส่งผลร้ายแรงต่อการพัฒนาการผลิตพืช และการพัฒนาการเกษตรในภาพรวม อย่างใหญ่หลวงในอนาคตอันใกล้นี้ ดินของประเทศไทยมีปัญหาจริงหรือ? ดร.ณรงค์ ชินบุตร จากกรมพัฒนาที่ดิน ได้กล่าวในการสัมมนานักวิชาการดินและปุ๋ยภาคตะวันออก เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2542 ว่าในประเทศไทยนั้นดินที่เหมาะสมในการปลูกพืชมีประมาณ 68 ล้านไร่ แต่ในดินที่เหมาะสมทั้ง 68 ล้านไร่ นั้นเกือบทั้งหมดเป็น ดินขาดความอุดมสมบุรณ์และเสื่อมสภาพ กรมพัฒนาที่ดินได้บริการตรวจดินให้กับเกษตรกรจังหวัดต่างๆ จากปี 2534-2540 จำนวน 50,000 ราย พบว่าดินส่วนใหญ่ขาดความอุดมสมบูรณ์สภาพทางเคมีและกายภาพไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชจำเป็นต้องแก้ไขและปรับปรุง ดินเสื่อมคุณภาพที่พบสรุปได้ดังนี้คือ 1. กว่าร้อยละ 90 ของเกษตรกร 50,000 ราย เป็นดินที่ขาดอินทรีย์วัตถุ (ปริมาณอินทรีย์วัตถุต่ำกว่า 1.5%) พบทุกภาคของประเทศไทย ที่ขาดมากโดยเฉลี่ยอินทรีย์วัตถุต่ำกว่า 1% ส่วนใหญ่จะเป็นดิ นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2. กว่าร้อยละ 60 ของเกษตรกร ดินมีความเป็นกรดในระดับที่ต้องแกไ้ขปรับสภาพกรดในดิน (pH ต่ำกว่า 5.5) และนอกเหนือจากพื้นที่ที่เป็นดินเปรี้ยวแล้วในพื้นที่ที่ดินขาดอินทรีย์วัตถุอย่างรุนแรงจะพบว่าดินเป็นกรดจัด (pH 3-4.0) ซึ่งพบกระจายทั่วไปในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3. ดินส่วนใหญ่ขาดธาตุอาหารหลักของพืช โดยทุกพื้นที่ขาดธาตุไนโตรเจน ร้อยละ 90 ดินของเกษตรกรขาดธาตุฟอสฟอรัส และไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ขาดธาตุโปแตกเซี่ยม 4. ปัญหาที่พบอีกอย่างหนึ่งจากการตรวจดินเกษตรคือ เกษตรกรบางพื้นที่ใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินไป ผลตกค้างของปุ๋ยเคมีทำให้ดินเสื่อมสภาพ หรือที่เรียกว่าดินเสีย ทำให้พืชเจริญเติบโตไม่ดีเกิดกรดในดินมากขึ้นและดินแข็งจนไม่สามารถปลูกพืชได้อีกต่อไป เพื่อยืนยันข้อมูลดังกล่าว งานดินและปุ๋ย กลุ่มงานพัฒนาการผลิต สำนักงานส่งเสริมการเกษตรภาคตะวันออก ได้ดำเนินกิจกรรมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและพืชในปี 2542 โดยได้มีการเก็บตัวอย่างดินของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการใน 4 จังหวัดภาคตะวันออก เพื่อวิเคราะห์เบื้องต้นผลการวิเคราะห์ดินพบว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจำนวน ร้อยละ 92.7 มีค่าอินทรีย์วัตถุต่ำมาก (0.5-1.0) ในส่วนของธาตุอาหารหลักของพืชพบว่า เกษตรกรจำนวน ร้อยละ 83 มีค่าฟอสฟอรัสในดินต่ำถึงต่ำมาก โดยมีเกษตรกรมีค่าฟอสฟอรัสต่ำกว่า (น้อยกว่า 7 ppm) ถึงร้อยละ 67.3 สำหรับค่าของโปแตสเซี่ยมนั้น พบว่า เกษตรกรร้อยละ 95 มีค่าโปแตสเซี่ยมในดินต่ำถึงต่ำมาก โดยเกษตรกรมีค่าโปแตสเซี่ยมในดินต่ำมาก (0-30 ppm) ร้อยละ 90 ส่วนในเรื่องของค่าปฏิกิริยาของดิน (pH) นั้นเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 91.0 มีดินเป็นกรดจัด และในจำนวนนี้เกษตรกรมีดินเป็นกรดรุนแรง (pH น้อยกว่า 4.6) ถึงร้อยละ 60 จากข้อมูลการวิเคราะห์ดินจะเห็นได้ว่าสภาพดินส่วนใหญเป็นกรดรุนแรง มีอินทรีย์วัตถุต่ำมากรวมทั้งธาตุอาหารหลักที่มีอยู่ในดินก็ต่ำมากเช่นเดียวกันซึ่งสามารถประเมินได้ว่าดินมีปัญหาและมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ซึ่งจำเป็นจะต้องมียุทธศาสตร์แก้ไขที่เร่งด่วนและจริงจัง จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าผลการพัฒนาการปลูกพืชและการพัฒนาการเกษตร ที่เน้นหนักการให้ได้มาซึ่งผลผลิตสูงสุดโดยไม่ได้คำนึงมากนักถึงระบบของการผลิตพืชทั้งหมดในลักษณะองค์รวม หรือไม่ให้ความสำคัญมากนักในสการพัฒนาการปลูกพืชแบบยั่งยืน ก่อให้เกิดการเสียสมดุลในระบบอย่างเห็นได้ชัดเราอาจจะได้ผลผลิตจากพืชผลมากมายแต่ในทางกลับกันเราก็กำลังสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดินในทุกวินาทีอย่างน่าใจหาย เมื่อดินสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ถึงจุดวิกฤตแล้ว ก็จะส่งผลกลับต่อผลผลิตพืชในทางลบอย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกัน ในยุค ค.ศ.2000 นี้ ถ้าเรายอมรับว่าการพัฒนาด้านร่างกายควรจะควบคู่กับการพัฒนาทางด้านจิตใจ ฉันใด เราคงจะต้องหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนายกระดับความอุดมสมบูรณ์กของดินในประเทศของเราอย่างจริงจัง ฉันนั้น ไม่เช่นนั้นการพัฒนาการปลูกพืชก็คงไม่ต่างจากความพยายามที่จะพัฒนาร่างกายของคนที่มีจิตใจเสื่อมง่อย เพื่อให้มีความสุขสมบูรณ์ในการดำรงชีวิตในโลกแห่งความวุ่นวายเช่นนี้ วิทยา พลเยี่ยม สำนักงานส่งเสริมการเกษตรภาคตะวันออก จังหวัดระยอง กระทรวงเกษตร ให้ อีสานปลูกปาล์มน้ำมัน 5 ล้านต้น ภายในปี 2555 จึงมีความต้องการปุ๋ยโปแตช ปีละอย่างน้อย 2.5 ล้านกิโล(0.5 กิโลต่อต้นต่อปี) หรือ 2,500 ตัน
ปาล์มน้ำมัน ปลูกแค่ 22 ต้นต่อไร่ ให้น้ำมันถึง 500 กกต่อปี
ปาล์มน้ำมัน ปลูกทำไม-ทำไมต้องปลูก
ข่าวคราวในแวดวงเกษตรที่ออกมาตามสื่อต่าง ๆ นั้น ปัจจุบันมีคนให้ความสนใจไม่น้อยไปกว่าเรื่องของการบ้าน-การเมือง จะว่ากันไปแล้วเรื่องการเกษตรที่มีคนให้ความสนใจอ่าน สนใจดู สนใจฟังก็ไม่ใช่มีแต่เกษตรกรเอง ประชาชนทั่วไปก็ให้ความสนใจไม่น้อย หลายคนที่ไม่ใช่เกษตรกร ชาวไร่ ชาวสวน ที่สนใจก็อาจเป็นคนที่เตรียมหรือหาอะไรในวงการเกษตรทำ ซึ่งอาจเป็นคนที่เคยทำเรื่องอื่น ๆ มามากต่อมากแล้ว “ผิดหวัง” เลยอยากจะลองของใหม่เกี่ยวกับการเกษตรดู แต่ก็มีคนอีกไม่น้อยที่ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ชาวไร่ชาวนา ชาวสวนโดยตรง แต่ก็ชอบที่จะรับรู้เรื่องเกษตร เพราะอาจเพียงการให้ความสนใจก็เป็นแค่เพียง “รู้ไว้ใช่ว่า” เท่านั้น บางคนก็คิดว่าน่าจะรู้ไว้ เพราะเรื่องเกษตรเป็นเรื่อง “ใกล้ตัว” ทุกคนไม่ว่าจะต้องกิน ต้องใช้ผลผลิตและผลิตผลจากฟาร์มทั้งสิ้น บางคนก็คิดว่าที่ต้องให้ความสนใจเรื่องของการเกษตรก็เพราะว่าจะมีผลต่อเงินในกระเป๋าของตัวเอง เพราะผลผลิตเกษตรก็คือตัวป้อนตลาดและกำหนดเศรษฐกิจของประชาชนโดยตรง ข่าวสารเรื่องของการเกษตรนั้น ปัจจุบันมีแทบทุกสื่อที่นำเสนอ โดยเฉพาะทางหนังสือต่าง ๆ โดยจะเห็นได้ว่าในประเทศไทยมีนิตยสารรายเดือน รายปักษ์ที่นำเสนอในเรื่องเกษตรล้วน ๆ เลย หลายเล่ม และที่สำคัญก็คือขายดีเสียด้วย การนำเสนอโดยหนังสือพิมพ์รายวันถึงแม้ว่าจะมีหน้าประจำและเป็นกรอบเล็กอยู่แต่ก็ถือเป็นจุดขายของหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับที่มีแฟนประจำเป็นจำนวนมาก เรื่องของการเกษตรที่ผู้คนให้ความสนใจทั่วไปและหาข่าวสาระจากสื่อต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องดีเท่ากับเป็นการให้ข้อมูลและกระตุ้นให้เกิดการทำการเกษตรอย่างมีทิศทาง ในช่วง 10-20 ปีมานี้เรามีพืชปลูกที่เมื่อก่อนหน้านั้นมีการพูดถึงมาก แต่ก็เงียบหายไป นั่นคือข่าวคราวเกี่ยวกับ “ปาล์มน้ำมัน” พืชชนิดนี้เมื่อสมัยประมาณเกือบ 40 ปีมาแล้วที่ถูกนำมาปลูกกันอย่างจริงจัง ในจังหวัดกระบี่ มีคนพูดถึงมาก เพราะคนไทยสมัยนั้นเพิ่งจะรู้จัก ปาล์มน้ำมัน โดยที่เรารู้จักยางพารามาช้านาน ปาล์มน้ำมันที่คนไทยรู้จักก็เพียงแต่การนำมาปลูกแทนยางพารา ซึ่งในยุคนั้นราคายางก็ขึ้น ๆ ลง ๆ การกรีดยางเริ่มมีปัญหาในเรื่องของค่าแรงและการขาดแคลนแรงงาน อีกทั้งยังมีข่าวว่ายางสังเคราะห์หรือยางเทียมจะเข้ามาแทรกแซงยางธรรมชาติ ก็เลยทำให้หลาย ๆ คนให้ความสนใจที่จะปลูกปาล์มน้ำมันกันขึ้น ในช่วงนั้นถ้าพอจำได้นึกได้ก็คงได้ข่าวว่าคนมาเลเซียโดยรัฐบาลเขากำหนดปรับแผนที่เมื่อหน้านั้นเขาปลูกยางพารามากที่สุดในโลกเรียกได้ว่ามาเลเซียคือแชมเปี้ยนโลกยางพารา เขามีการลดพื้นที่ปลูกยางพาราลงอย่างต่อเนื่องโดยหันมาปลูกปาล์มน้ำมันกันจนทำให้เราได้แชมป์ยางพาราแทนมาเลเซียไปเลย ความจริงแล้วเรื่องนี้มีคนวิจารณ์กันมากกว่ามาเลเซียคิดผิดเพราะเดี๋ยวนี้นาทีนี้ยางพาราคาดีจริง ๆ เรียกได้ว่าราคายางแผ่นสามารถทำลายสถิติประวัติศาสตร์ยางพาราไทย คือมีราคากว่า 70 บาทต่อกิโลไปแล้ว ซึ่งคนมาเลเซียเขาเสียดาย หรือโทษแผนนโยบายหรือเปล่าไม่รู้แต่คอปาล์มน้ำมันทั่วไปหรือเซียนปาล์มน้ำมันบอกว่าราคายางที่ว่าดีน่ะอย่าเพิ่งหลงระเลิง อาจไม่ยั่งยืนก็ได้ คนกลุ่มนี้บอกว่าปาล์มน้ำมันนี่ซิของจริง เรื่องของปาล์มน้ำมันมีฮิตๆ กันเป็นบางช่วงก็แผ่วเบาลงจนเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันมือใหม่ชักจะรวนเรใจว่าจะเอาอย่างไรดี จะสู้หรือจะถอย จนบางคนถึงกับให้ชื่อปาล์มน้ำมันว่า “พืชลังเล” เรื่องของปาล์มน้ำมันต่อคนไทยมีที่น่าติดตาม
ปาล์มน้ำมันใครปลูกทำไม ถ้าจะเปรียบมวยว่าใครแน่กว่าใครในแวดวงพืชน้ำมันด้วยกัน ต้องยกให้ปาล์มน้ำมันเขาล่ะ ปาล์มน้ำมันเป็นไม้ยืนต้นที่สามารถให้น้ำมันตลอดปี หลังจากปลูกลงในแปลงเพียง 3 ปี เท่านั้น ปริมาณความสามารถของปาล์มน้ำมันก็คือ ต้นปาล์มน้ำมันที่ปลูกแค่ 22 ต้นต่อไร่ จะให้น้ำมันเป็นผลตอบแทนถึง 500 กิโลกรัมต่อไร่ตอปีขึ้นไป ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ให้ผลผลิตระยะยาวถ้าดูแลดี ๆ ก็จะให้ผลผลิตแก่ชาวสวนนานเกิน 20-25 ปี ปัจจุบันมีเนื้อที่ปลูกรวมทั้งประเทศประมาณ 2 ล้านไร่ โดยจังหวัดที่เป็นพระเอกในเรื่องการปลูกก็คือกระบี่ ประเทศไทยเราปลูกปาล์มน้ำมันในเชิงการค้ากันอย่างเอาจริงเอาจังในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2511 โดยได้ปลูกครั้งแรกที่จังหวัดกระบี่นี่แหละ แต่ถ้าไม่ไปเทียบกับมาเลเซียและอินโดนีเซียแล้ว เขาทิ้งห่างเราหลายช่วงตัว ของเขามีการปลูกกันมากมายทั่วประเทศ มีการปรับปรุงพันธุ์จนได้พันธุ์ดีไว้ใช้เองแล้วก็ยังมีนโยบายและกฏหมายกฏเหล็กห้ามนำเมล็ดพันธุ์ปาล์มเข้าประเทศไทยเสียอีกก็เลยไปกันใหญ่ เรื่องนี้ถามชาวสวนปาล์มยุคเก่า ๆ ก็จะรู้ดี เพราะเมื่อก่อนสมัยการปลูกปาล์มในช่วง พ.ศ. 2511-2530 นั้น คนจะปลูกปาล์มน้ำมันเขาจะต้องนำเมล็ดพันธุ์มาจากประเทศมาเลเซียทั้งสิ้น โดยนำมาจากแหล่งหรือบริษัทที่น่าเชื่อถือ รูปแบบการขนเข้ามาก็คือการบรรจุในถุงพลาสติก ซึ่งภายในมีประมาณ 200 เมล็ดโดยจะเป็นเมล็ดที่งอกแล้ว รวม ๆ กันมาหลายถุงอัดโฟมลงไปใสกล่องขนเข้ามาทางรถยนต์ ส่วนจะต้องเสียสตางค์ค่าดูแลและอำนวยความสะดวกอย่างไรก็ว่ากันไปตามความถนัดของแต่ละคน เมื่อเมล็ดพันธุ์มาถึงเมืองไทยก็ลงเพาะในถุงพลาสติกที่เรียกกันว่า “แปลงเพาะ” ซึ่งจะดำเนินการโดยเจ้าของที่อาจทำธุรกิจแปลงเพาะอย่างเดียวก็ได้ ต่อจากนั้นก็จะเพาะจนได้ลูกต้นกล้าปาล์มพร้อมปลูก ก็จะจำหน่ายแก่ชาวสวนต่อไป กฎหมายการนำเมล็ดพันธุ์ปาลืมน้ำมันออกมาจากมาเลเซียเข้าไทยนี้ เขาก็คงคิดได้ว่าถ้าขืนปล่อยเข้าไทยตอ่ไปเห็นที่จะเสียตำแหน่งที่เขายึดครองมาให้ไทย พูดง่าย ๆ ก็คือต้องกันท่าพี่ไทยขอเราไว้ก่อน พร้อมกับออกข่าวเป็นระยะ ๆ ว่าปาล์มน้ำมันปลูกในไทยไม่ได้ ปลูกในไทยไม่งาม ปลูกในไทยไม่ออกดอก ไม่คุ้มทุน เรื่องของเรื่องนี้ก็เลยทำให้ “เรางง” ไปพักหนึ่ง เพราะเรามันมือใหม่ อย่างไรก็ต้องเชื่อฟังมาเลเขา เรื่องของปาล์มน้ำมันยังมีอีกแยะ โดยเฉพาะการที่มีผู้เชี่ยวชาญตัวจริงหรือไม่จริงไม่รู้ออกมาพูดว่า ปาล์มน้ำมันปลูกได้เฉพาะที่เขตเส้นรุ้ง 10 องศาลงไป เพราะปาล์มน้ำมันชอบอากาศร้อนชื้น พูดง่าย ๆ ก็คือชอบอากาศแบบมาเลเซียนั่นแหละ นอกจากนี้ก็มีการกล่าวลอย ๆ ขึ้นมาว่า “ปาล์มน้ำมันกินน้ำมาก” โดยบอกว่าถ้าปลูกปาล์มต้องมีน้ำฝนตกเยอะ ต้นปาล์มน้ำมันกินน้ำวันละ 350 ลิตร คนที่พูดไม่รู้เป็นใคร ไม่มีใครรู้จัก พูดแล้วไปไหนก็ไม่รู้ เราก็เลยจำคำพูดนี้มาตลอด จนเป็นที่หวาดกลัวแก่ชาวไทย ว่าถ้าปลูกปาล์มน้ำมันแล้วน้ำจะหมดจากประเทศไทย คนไทยคงไม่มีน้ำกินน้ำใช้กัน บางคนถึงกับกลัวว่าน้ำใต้ดินก็จะหมดไป เรื่องการกินน้ำของต้นปาล์มน้ำมันนี้ทำให้คนที่คิดจะปลูกถอยหลายก้าว และก็ยังไม่มีข้อมูลทางวิชาการยืนยันว่ามันใช้น้ำเท่าไรกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือถ้าปาล์มน้ำมันกินน้ำต้นละ 350 ลิตรต่อวัน ลองคูณดูจะเห็นได้ว่า 1 ต้นจะกินน้ำปีละ 127,750 ลิตร หรือคิดเป็นต่อไร่จะกินน้ำปีละ 2.8 ล้านลิตร ตัวเลขนี้ก็ลองพินิจพิจารณาดูเองก็แล้วกันว่า จริงไม่จริงประการใด แต่ที่แน่ ๆ ก็คือคนไทยเชื่อสนิทว่าเป็นจริง เรื่องการกินน้ำมาก ๆ ของต้นปาล์มน้ำมันเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ปาล์มน้ำมันกลายเป็นพืชที่ถูกละเลย หรือละเว้นไปเลย การที่จะขยายเนื้อที่ปลูกก็เลยต้องหยุดไป โดยเฉพาะการปลูกนอกพื้นที่ปลูกภาคใต้ ก็เป็นเรื่องที่คนไทยยอมรับกัน การขยายพื้นที่ไปยังภาคอีสานก็สะดุดไปช่วงหนึ่ง การปลุกได้ไม่ได้ในภาคอีสานเป็นความจริงที่ต้องพิสูจน์กันต่อไป การปลูกปาล์มน้ำมันนั้นเป้าหมายหลักก็คือ การนำน้ำมันปาล์มมาใช้ประโยชน์ ซึ่งเราก็คงรู้เพียงว่าน้ำมันปาล์มนำมาทำเป็นน้ำมันพืชที่ใช้ทอดกล้วยแขก ทอดไข่ ผัดกับข้าวเท่านั้น ความจริงแล้วผลิตภัณฑ์ที่ได้จากน้ำมันปาล์มมีอยู่มากมาย หลายร้อยหลายพันชนิดนับไม่ถ้วน เขาว่ากันว่าตั้งแต่เช้ายันเช้าอีกวันของเราทุกคนล้วนแล้วแต่พึ่งพาผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปาล์มแทบทั้งสิ้น น้ำมันพืชที่ถูกใช้ในตลาดผู้บริโภคเรานั้นมาจากหลากหลายพืชผลทางการเกษตรแต่น้ำมันปาล์มถูกใช้ในวงการนี้ โดยมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 66% ในตลาดอุตสาหกรรมสบู่ 10% อุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยว 9% และอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น พลาสติก เครื่องสำอาง น้ำมันหล่อลื่น ยางรถยนต์ รวม ๆแล้วประมาณ 8% เราปลูกปาล์มน้ำมันกันมากในภาคใต้ โดยมีแรงงานสกัดน้ำมันปาล์มประมาณ 53 โรงทั้ง ๆ ที่เราปลูกเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย 2 ประเทศรวมกันแล้วเขาปลูกประมาณ 60% ของทั้งโลก ส่วนไทยเราคิดเป็นพื้นที่แล้วเราปลูกเพียงประมาณ 2-3 % ของทั้งโลกเท่านั้น การปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อเพียงได้น้ำมันออกมาอย่างเดียวก็เป็นเรื่องใหญ่ ชาวสวนปาล์มที่ชอบปาล์มก็บอกว่าคุ้มค่าดี พอโตขึ้นก็เก็บเกี่ยวได้เงิน ต้นทุนการดูแลรักษาต่ำ ตัดแล้วขายได้เลย ไม่ต้องไปทำอะไร ขายก็ขายทั้งทะลายปาล์มสด ซึ่งราคาที่เขารับซื้อจะเป็นราคาทะลายปาล์มสด ซึ่งจะมีราคาสูง ๆ ก็เคยมีคือตก 3-4 บาท/กิโลกรัม แต่บางช่วงอาจตกต่ำเหลือเพียง 0.8 บาท/กิโลกรัมก็เคยมี เรื่องของปาล์มน้ำมันก็เคยเป็นทั้งละครเศร้าและละครสนุกแก่ชาวสวน เรื่องราคาซื้อขายเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าตลาดนั้นมันเป็นตลาดอะไร ในยุคของน้ำมันรถยนต์ราคาแพง น้ำมันปาล์มถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งเพื่อทำไบโอดีเซล เรื่องนี้น่าจะทำให้ราคาปาล์มน้ำมันจากฟาร์มมีโอกาสหรือไม่น่าติดตาม
ทำไมต้องปลูกปาล์มน้ำมัน ในอดีตที่เราเพียงแค่ว่าว่าปลูกปาล์มน้ำมันแล้วก็ได้นำมันออกมาแล้วก็นำไปกินไปใช้เท่านั้น เรื่องนี้เรารู้ดี เพราะก็เราทำเพียงแค่นี้ก็เลยมีน้ำมันเหลือกินเหลือใช้ในประเทศจนมีการประท้วงกันตลอด ส่วนเหลือนี้เป็นส่วนเกินที่ทำให้ราคาปาล์มน้ำมันจากสวนร่วงลง จนชาวสวนโวยวาย เรื่องนี้น่าเห็นใจ เพราะของมันล้นตลาดก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ การพัฒนาหรือนำน้ำมันปาล์มมาใช้ประโยชน์ของไทยเรายังไม่ค่อยก้าวหน้า เราทำกันน้อยเมื่อเทียบกับมาเลเซีย เขานำไปทำเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมายหลากหลาย จนทำให้เขาปลูกปาล์มน้ำมันกันมากก็จริง แต่ความต้องการก็ยังมาก และไม่พออยู่ดี เรื่องนี้ไม่ว่ากันให้เขาทำกันไปเราก็เพียงนั่งดูกัน เรื่องของพลังงาน วิกฤติที่ทำให้ราคาน้ำมัน (ดีเซล) แพงขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนก็เลยมีการนำเอาความคิดเรื่องน้ำมันไบโอดีเซลกลับมาคิดกันใหม่ โดยที่รัฐบาลจะให้การสนับสนุนเพื่อขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันออกไปอีก เป็นล้าน ๆ ไร่ ในภาคอื่น ๆ เช่นภาคอีสาน โดยมีมติคณะรัฐมนตรีให้ใช้น้ำมันไบโอดีเซล ในปี พ.ศ.2555 ทั้งประเทศเมื่อถึงเวลานั้นจะต้องใช้ไบโอดีเซล 8.5 ล้านลิตร/วัน โดยจะมีการทดแทนน้ำมันดีเซลได้ถึง 3,100 ล้านลิตร/ปี คิดเป็นตัวเลขแล้วมากมาย แต่ที่แน่ ๆ ก็คือจะเอาน้ำมันปาล์มมาจากไหน นอกจากจะปลูกขึ้นใช้เองในประเทศ การปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อให้ได้น้ำมันที่คิดมาเป็นต่อพื้นที่แล้วให้น้ำมันมากที่สุดเมื่อเทียบกับพืชอื่น ๆ ก็จริง แต่ถ้าจะนำไปทำไบโอดีเซลแล้ว ก็เป็นเรื่องน่าห่วงว่าจะขยายพื้นที่ไปอีกมายแค่ไหนถึงจะพอ การปลูกปาล์มน้ำมันก็เลยมีอนาคตขึ้น จนทำให้เรื่องของปาล์มน้ำมันเป็นเรื่องเด่นเป็นระยะ ๆ ตามช่วงเวลาที่ผ่านมา ในปีนี้มีคนลงทุนเพาะต้นกล้าปาล์มทั้งประเทศมากมาย เชื่อว่ามีอยู่ประมาณ 18 ล้านตันเพื่อรอปลูกในฝนนี้ ซึ่งมีคนมาจดทะเบียนเป็นผู้ทำแปลงเพาะเกือบ 400 ราย เรื่องที่น่าห่วงก็คือการเพาะเพื่อจำหน่ายนี้มีความน่าเชื่อถือเรื่องสายพันธุ์ปาล์มน้ำมันมากน้อยเพียงใดปาล์มน้ำมันก็เป็นพืชระยะยาว ถ้าได้พันธุ์ไม่ดีก็เสียหาย โดยเฉพาะพันธุ์ที่เก็บไต้ต้น หรือที่เรียกว่า “วัชปาล์ม” นั้นน่าเป็นห่วงจริง ๆ การปลูกปาล์มน้ำมันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจแต่ก่อนปลูกก่อนตัดสินใจต้องถามหาข้อมูลให้ละเอียดก่อน อย่างน้อย ๆ ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ปาล์มน้ำมันเราปลูกทำไมและทำไมต้องปลูก ?
โดย ดร.พรชัย เหลืองอาภาพงศ์ บันทึกเมื่อ : 23/2/2006
8/9/2007 การใช้ปุ๋ยโปแตสเซียม ในการปลูกปาล์มน้ำมันปีที่ ๑ : เมื่อย้ายกล้าปลูก (กล้าปาล์มอายุ ๑๐ - ๑๒ เดือน) ใส่ร็อกฟอสเฟตรองก้นหลุมประมาณ ๒๕๐ กรัมต่อ หลุม เนื่องจากปุ๋ยนี้จะตกค้างเป็นประโยชน์ได้ ๒ - ๓ ปี จึงไม่จำเป็นต้องใส่ทุกปี หลังจากปลูกแล้วทุก ๓ เดือน ใส่ปุ๋ย ๒๑ -๑๑ - ๑๑+ ๑.๒ Mgo ต้นละ ๒๐๐ - ๓๐๐ กรัมและใส่อีกครั้ง เมื่อปลูกได้ ๖ เดือน ในอัตราเดิม และใส่อีกครั้งเมื่ออายุได้ ๙ เดือน ในอัตราเดิม ปีที่ ๒ : เมื่ออายุได้ ๑๘ เดือน ใส่ปุ๋ยสูตร ๑๔ - ๙ - ๒๐ + ๒ Mgo อัตราต้นละ ๔๐๐ - ๕๐๐ กรัม เมื่ออายุได้ ๒๔ เดือนเต็ม ใช้ปุ๋ยเดิม คือ ๑๔ - ๙ - ๒๐ + ๒ Mgo อัตราต้นละ ๐.๕ ก.ก. ร่วมกับปุ๋ยโปแตสเซียม คลอไรด์ (สูตร ๐ - ๐ - ๖๐) อัตราต้นละ ๐.๕ กก. ปีที่ ๓ : เมื่ออายุปาล์มได้ ๓๐ เดือน ใช้ปุ๋ยสูตร ๑๔ - ๙ - ๒๐ + ๒ Mgo อัตราต้นละ ๘๐๐ กรัม และเมื่อปาล์ม อายุได้ ๓๖ เดือน ใช้ปุ๋ยสูตร๑๔ - ๑๔ - ๒๑ อัตราต้นละ ๑ กก. ปีที่ ๔ : เมื่ออายุปาล์มได้ ๔๒ เดือน ใช้ปุ๋ยสูตร ๑๔ - ๙ - ๒๐ + ๒ Mgo อัตราต้นละ ๑.๕ กก. ร่วมกับปุ๋ยร็อก ฟอสเฟต อีกอัตราต้นละ ๑ กก. (สูตร ๐ - ๓ - ๐) และปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์อัตราต้นละ ๑.๕ กก. (สูตร ๐– ๐ - ๖๐) ปีที่ ๕ : ใปุ๋ยปีละ ๒ ครั้ง ครั้งแรกใช้ปุ๋ยสูตร ๑๔ - ๙ - ๒๐ - ๒ Mgo อัตราต้นละ ๒ กก. ร่วมกับปุ๋ยโปแต สเซียมคลอไรด์ (สูตร ๐ - ๐ - ๖๐) อัตราต้นละ ๑.๕ กก. ครั้งที่ ๒ ใช้ปุ๋ยสูตร ๑๔ - ๑๔ - ๒๑ อัตราต้นละ ๒ กก. ปีที่ ๖ : ใส่ปุ๋ยปีละ ๒ ครั้ง ใช้ปุ๋ยสูตรเดิม คือ ครั้งแรกปุ๋ยสูตร ๑๔ - ๑๙ - ๒๐ - ๒ Mgo อัตราต้นละ ๒ กก. ร่วมกับปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์ (สูตร ๐ - ๐ - ๖๐) อัตราต้นละ ๑.๕ กก. ครั้งที่ ๒ ใช้ปุ๋ยสูตร ๑๔ - ๑๔ - ๒๑ อัตราต้นละ ๒ กก. ปีที่ ๗ : ใส่ปุ๋ยปีละ ๒ ครั้ง ครั้งแรกใช้ปุ๋ยสูตร ๑๔ - ๙ - ๒๐ + ๒ Mgo อัตราต้นละ ๒ กก. ร่วมกับปุ๋ยโปแต สเซียมคลอไรด์ (สูตร ๐ - ๐ - ๖๐) อัตราต้นละ ๑.๕ กก. ครั้งที่ ๒ ใช้ปุ๋ยสูตร ๑๔ - ๑๔ - ๒๑ อัตราต้นละ ๒.๕ กก. ปีที่ ๘ : ใส่ปุ๋ยปีละ ๒ ครั้ง ครั้งแรกใช้ปุ๋ยสูตร ๑๔ - ๙ - ๒๐ + ๒ Mgo อัตราต้นละ ๒.๕ กก. ร่วมกับปุ๋ยโปแท สเซียมคลอไรด์ (สูตร ๐ - ๐ - ๖๐) อัตราต้นละ ๒ กก.และปุ๋ยร็อกฟอสเฟตอัตราต้นละ ๒ กก. ครั้งที่ ๒ ใช้ปุ๋ยสูตร ๑๔ - ๑๔ - ๒๑ อัตราต้นละ ๒.๕ กก. ปีที่ ๙ : การใส่ปุ๋ยตั้งแต่ปีที่ ๙ เป็นต้นไป ต้องใช้ปุ๋ยร็อกฟอสเฟต เพราะปุ๋ยร็อกฟอสเฟตใส่ ๓ ปี ต่อครั้ง ไม่ต้อง ใส่ทุกปีส่วนปุ๋ยสูตรอื่น ๆ ยังคงใส่เหมือนเดิมทุกปี ๑.ปุ๋ยสูตร ๒๐ - ๑๑ - ๑๑ + ๑.๒ Mgo เป็นปุ๋ยหลักที่ใส่ให้กับปาล์มที่ปลูกในปีแรก ๒.ปุ๋ยสูตร ๑๔ - ๙ - ๒๐ + ๒๐ Mgo เป็นสูตรปุ๋ยที่ใช้ใส่ต้นปาล์มทุกปี ๓.ปุ๋ยสูตร ๐ - ๐ - ๖๐ หรือ ปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์ โดยใช้ร่วมกับปุ๋ยสูตร ๑๔ - ๙ - ๒๐ + ๒ Mgo ปุ๋ย ทั้ง ๒ สูตรนี้ ใส่ให้ต้นปาล์มครั้งแรกของทุกปี ๔.ปุ๋ยสูตร ๑๔ - ๑๔ - ๒๑ (หรือปุ๋ยสูตรตัวท้ายอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกัน) เป็นปุ๋ยที่ใส่ให้ต้นปาล์มทุกปี ๆ ละ ๑ ครั้ง (ใส่ปุ๋ยครั้งที่ ๒) ๕.ปุ๋ยร็อกฟอสเฟตใส่ทุก ๆ ๒ ปี ทุก ๆ ๓ ปี ก็ได้ ประมาณ ๒ กก. / ต้น การใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตแล้ว ควรแบ่งใส่ ๒ ครั้ง ครั้งแรกใช้ปุ๋ยสูตร ๑๔ - ๙ - ๒๐ +๒ Mgo ผสมกับปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์ (สูตร ๐ - ๐ - ๖๐) หรือบางปีอาจร่วมกับปุ๋ยร็อกฟอสเฟตด้วย เมื่อจำเป็น
โดย.... เวปมาสเตอร์เกษตรพลิกฟื้นชาติ (Non member) 02-08-2007, 00:59:45 [Edit message] -------------------------------------------------------------------------------- 8/3/2007 ประเทศแคนาดา มีพื้นที่ใหญ่อันดับสองรองจากรัสเซีย ผลิตโพแทชเป็นอันดับหนึ่งของโลก เป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และมีระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนสูงเป็นอันดับต้นของโลก
ข้อมูลทั่วไป ลักษณะทั่วไป ประเทศแคนาดามีพื้นที่รวมประมาณ 10 ล้านตารางกิโลเมตร จัดเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับที่สองรองจากรัสเซีย มีจำนวนประชากรประมาณ 31 ล้านคน ซึ่งจัดว่าน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดพื้นที่ของประเทศ แคนาดาเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยี มีความชำนาญเป็นพิเศษทางด้านอุตสาหกรรม การสื่อสารโทรคมนาคม อุตสาหกรรมน้ำมัน ตลอดจนเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และมีระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนสูงเป็นอันดับต้นของโลก ข้อมูลทั่วไป ลักษณะภูมิศาสตร์ - ทิศเหนือจรดมหาสมุทรอาร์กติก - ทิศใต้จรดประเทศสหรัฐอเมริกา - ทิศตะวันออกจรดมหาสมุทรแอตแลนติก - ทิศตะวันตกจรดมหาสมุทรแปซิฟิก และมลรัฐอลาสกา พื้นที่ 9,976,140 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย เกษตรกรรม ร้อยละ 5 ทุ่งหญ้า ร้อยละ 3 ป่าไม้ ร้อยละ 45 อื่น ๆ ร้อยละ 38 ประชากร 31.5 ล้านคน (2544) ภาษาราชการ อังกฤษและฝรั่งเศส (English 59%, French 23.2%, other 17.5%) ศาสนา โรมันคาธอลิก ร้อยละ 42 โปรแตสแตนท์ ร้อยละ 40 อิสเทอร์นออโธดอกซ์ และยิว ร้อยละ 18 เมืองหลวง กรุงออตตาวา (Ottawa) สกุลเงิน แคนาเดียนดอลลาร์ (1 CND ประมาณ 27 บาท) วันชาติ 1 กรกฎาคม ระบอบการเมือง ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy) ระบบการปกครอง สมาพันธ์ (Confederation) แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 10 มณฑล (Province) และ 3 เขตปกครองพิเศษ (Territory) ประกอบด้วย 1. Ontario 2. Quebec 3. Nova Scotia 4. New Brunswick 5. Manitoba 6. British Columbia 7. Prince Edward Island 8. Saskatchewan 9. Alberta 10. Nunavut 11. Northwest Territory 12. Yukon Territory 13. Newfoundland and Labrador โดยแต่ละมณฑลมีนายกรัฐมนตรี (Premier) ของตนเองเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ประมุข สมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 2 ตั้งแต่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2495 โดยทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ (Governor General) ตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรีแคนาดา ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี ผู้สำเร็จราชการคนปัจจุบันคือ นางเอเดรียน คล้ากสัน (The Right Honourable Adrienne Clarkson) ทั้งนี้แต่ละมณฑลจะมีรองผู้สำเร็จราชการ (Lieutenant Governor General) ประจำด้วย นายกรัฐมนตรี นายชอง เครเตียง (The Right Honourable Jean Chretien) การเมืองการปกครอง ประวัติศาสตร์โดยสังเขป ฝรั่งเศสได้เข้ายึดครองแคนาดาฝั่งตะวันออกในปี ค.ศ.1534 และได้เริ่มตั้งถิ่นฐาน ในปี ค.ศ.1604 ปัญหาความขัดแย้งระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1713 อันเนื่องจากเหตุผลด้านการประมงและการค้าขนสัตว์ ซึ่งในที่สุดดินแดนแคนาดาตกเป็นของอังกฤษ ปี ค.ศ.1849 แคนาดาได้รับการยอมรับในสิทธิการปกครองตนเอง และต่อมาปี ค.ศ.1867 ได้มีการจัดตั้ง Dominion of Canada ในลักษณะของสมาพันธรัฐซึ่งประกอบด้วย Upper และ Lower Canada (มณฑล Ontario, Quebec, Nova Scotia และ New Brunswick ในปัจจุบัน) และต่อมาได้ขยายออกไปยังมณฑลภาคตะวันตกจนถึงมณฑล British Columbia ในปี ค.ศ.1871 ภายใต้ Statute of Westminster ปี ค.ศ.1931 แคนาดาได้รับสถานะเป็นประเทศที่เท่าเทียมกับอังกฤษ โดยมีกษัตริย์อังกฤษเป็นประมุข และต่อมาในปี ค.ศ.1949 มณฑล New Foundland and Labrador เข้าร่วมเป็นมณฑลที่สิบของแคนาดา พรรคการเมือง แคนาดามีพรรคการเมืองที่สำคัญ 5 พรรค ได้แก่ 1. พรรค Liberal (LP) 2. พรรค Progressive Conservative (PC) 3. พรรค New Democratic Party (NDP) 4. พรรค Quebecois (BQ) 5. พรรค Canadian Alliance ระบบการเมืองการปกครอง แคนาดาเป็นประเทศที่อยู่ในเครือจักรภพอังกฤษและมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทำหน้าที่ประมุขแทนสมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร รัฐสภาของแคนาดาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีที่นั่งจำนวน 301 ที่ และวุฒิสภาซึ่งมีที่นั่งจำนวน 112 ที่ นอกจากนี้ แคนาดายังเป็นประเทศที่ใช้ระบบการปกครองในแบบสมาพันธ์ (confederation) โดยทั้ง 10 มณฑลและเขตการปกครองพิเศษอีก 3 แห่ง ต่างมีรัฐบาลและสภาเป็นของตนเอง ซึ่งมีหน้าที่ดูแลบริหารและออกกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ การจัดเก็บภาษี การศึกษา การสาธารณสุข การปกครองท้องถิ่นของแต่ละมณฑลและเขตปกครองพิเศษด้วย และมีรัฐบาลกลาง (federal government) ทำหน้าที่ดูแลประเทศโดยรวม ลักษณะนิสัยของชาวแคนาดาและธรรมเนียมการดำเนินธุรกิจ แคนาดาประกอบด้วยประชากรจากหลายเชื้อชาติ รวมทั้งชนเผ่าดั้งเดิม ชาวแคนาดาทั่วไปมีนิสัยเป็นปัจเจกบุคคล ไม่ยึดติดในพิธีการ มีความเชื่อในสิทธิและความเท่าเทียมกันของมนุษยชน และให้ความสำคัญต่อเสรีภาพขั้นพื้นฐานซึ่งปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแคนาดา ได้แก่ เสรีภาพในความเชื่อทางศาสนา ทางความคิด การแสดงออก รวมทั้งเสรีภาพของสื่อมวลชน ตลอดจนเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสันติ ซึ่งความเชื่อในเสรีภาพขั้นพื้นฐานนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของแนวนโยบายต่างประเทศของแคนาดาด้วย ในแง่ของธรรมเนียมการดำเนินธุรกิจของแคนาดานั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นธรรมเนียมที่อยู่กึ่งกลางระหว่างธรรมเนียมของอังกฤษและสหรัฐฯ กล่าวคือ แคนาดาจะมีความเป็นพิธีการน้อยกว่าอังกฤษแต่จะเป็นทางการมากกว่าสหรัฐฯ โดยทั่วไปนักธุรกิจแคนาดาเห็นว่าการแสดงความรู้จักกันโดยการจับมืออย่างหนักแน่นและการสบตาอย่างมั่นคงแสดงถึงความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา นักธุรกิจแคนาดานิยมที่จะพูดตรงประเด็นในการหารือ และมักจะแลกนามบัตรในลักษณะไม่เป็นทางการโดยใช้เพียงมือเดียวหรือใช้การวางนามบัตรลงบนโต๊ะ เศรษฐกิจการค้า เศรษฐกิจ แคนาดาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีขนาดอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดในโลก โดยเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มประเทศ G8 แคนาดาเป็นผู้ผลิตสำคัญในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม กระดาษและผลิตภัณฑ์จากกระดาษ โลหะต่าง ๆ ตลอดจนเคมีภัณฑ์และเปโตรเคมีภัณฑ์ แคนาดาเป็นผู้นำของโลกในด้านอุตสาหกรรมการพัฒนาซอฟท์แวร์ อุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคม อุตสาหกรรมด้านอวกาศและยานยนต์ รวมทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเหมืองแร่และน้ำมัน นอกจากนี้ แคนาดายังเป็นผู้ส่งออกชั้นนำของโลกด้านสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ข้าวสาลี ไม้ เยื่อไม้ และแร่ธาตุอีกด้วย ข้อมูลทางเศรษฐกิจ (มกราคม - ธันวาคม 2544) ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 709.93 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ GDP Per Capita 22,841.65 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราการเจริญเติบโตของ GDP ร้อยละ 1.5 ประกอบด้วย เกษตรกรรม ร้อยละ 3 อุตสาหกรรม ร้อยละ 31 บริการ ร้อยละ 66 อัตราการว่างงาน ประมาณร้อยละ 7.2 การศึกษา จำนวนประชากรผู้รู้หนังสือคิดเป็นร้อยละ 99 มูลค่าการส่งออกของประเทศ 306.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออก เครื่องยนต์และชิ้นส่วน, กระดาษพิมพ์หนังสือพิมพ์, ส่วนที่เป็นเนื้อไม้, ไม้, ปิโตรเลียมดิบ, เครื่องจักร, ก๊าซธรรมชาติ, อลูมิเนียม, อุปกรณ์สื่อสาร, ไฟฟ้า มูลค่าการนำเข้าของประเทศ 270.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้า เครื่องจักรและอุปกรณ์, น้ำมันดิบ, เคมีภัณฑ์, เครื่องยนต์และชิ้นส่วน, สินค้าอุปโภคบริโภค, ไฟฟ้า ดุลการค้า ได้ดุล 36.21 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ สหรัฐฯ ร้อยละ 87.02 ญี่ปุ่น ร้อยละ 2.23 อังกฤษ ร้อยละ 1.39 จีน ร้อยละ 0.89 เยอรมัน ร้อยละ 0.76 ส่วนไทยนั้นเป็นประเทศคู่ค้าในอันดับที่ 23 ของประเทศแคนาดา มีมูลค่าการค้าร้อยละ 0.09 อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 1.5 ดุลบัญชีเดินสะพัด ได้ดุล 19.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สกุลเงิน ดอลลาร์แคนาดา (CAD) ปีงบประมาณ 1 เมษายน – 31 มีนาคม อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์แคนาดา = 0.65 ดอลลาร์สหรัฐ (1 กุมภาพันธ์ 2544) หมายเหตุ : ตัวเลขทางเศรษฐกิจของสำนักงานสถิติแห่งชาติแคนาดา ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับแคนาดา ทั่วไป - สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2504 - ความสัมพันธ์ราบรื่น ไม่มีปัญหาขัดแย้งทางการเมืองและความมั่นคง - ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ - แคนาดาให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาแก่ไทยมากว่า 40 ปี เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน ระยะหลังความช่วยเหลือมีแนวโน้มลดลง - แคนาดาให้ความสนใจที่จะขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับไทยมากขึ้นในทุก ๆ ด้าน - ไทยและแคนาดามีกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญระหว่างกัน คือ คณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจ (ภาครัฐบาล) สภาหอการค้าไทย-แคนาดา (ภาคเอกชน) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกับสมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกแคนาดา (ภาคเอกชน) การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกัน นับตั้งแต่ได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อปี 2504 มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับสูงหลายระดับ ที่สำคัญมีดังนี้ ฝ่ายไทย - มิถุนายน 2510 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินเยือนแคนาดาอย่างเป็นทางการ - เมษายน 2527 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนแคนาดาอย่างเป็นทางการ - 21-28 กรกฎาคม 2529 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินเยือนแคนาดาอย่างเป็นทางการ - 28 กันยายน - 5 ตุลาคม 2537 นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนแคนาดาอย่างเป็นทางการ - 23-31 พฤษภาคม 2540 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนแคนาดาในฐานะแขกของรัฐบาลแคนาดา - 17-24 กันยายน 2540 นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนแคนาดาอย่างเป็นทางการ - กรกฎาคม 2543 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์วลัยลักษณ์ฯ อัครราชกุมารี เสด็จฯ เยือนนครแวนคูเวอร์ - 10-21 มิถุนายน 2544 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จฯ เยือนแคนาดาเป็นการส่วนพระองค์ - 24-29 มิถุนายน 2544 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนมณฑลอัลเบอร์ตา อย่างเป็นทางการตามคำเชิญของรัฐบาลมณฑลอัลเบอร์ตา ฝ่ายแคนาดา - มกราคม 2526 นายปิแอร์ ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดาเดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ - 29 มีนาคม - 1 เมษายน 2530 นาง Jeanne Sauve ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และสามีเดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ - 16-20 มกราคม 2540 นาย Jean Chretien นายกรัฐมนตรีแคนาดาพร้อมนายกรัฐมนตรีมณฑลต่าง ๆ ของแคนาดา เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ - 28-29 กรกฎาคม 2542 นาย Lloyd Axworthy รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแคนาดา เยือนไทยอย่างเป็นทางการ - 21-23 กุมภาพันธ์ 2543 นาย Rey Pagtakhan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแคนาดา เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ - 13-18 พฤศจิกายน 2544 นาย Peter Milliken ประธานสภาผู้แทนราษฎรแคนาดา เยือนไทยในฐานะแขกของรัฐสภา - 28-31 มีนาคม 2545 นาย David Kilgour รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแคนาดา รับผิดชอบด้านเอเชีย-แปซิฟิก เยือนไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ความร่วมมือด้านต่าง ๆ ระหว่างไทยกับแคนาดา ด้านการค้า ในช่วงเดือนมกราคม – มิถุนในช่วงเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2545 การค้ารวมระหว่างไทย - แคนาดา เป็นมูลค่า 424.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2544 ร้อยละ 4.57 โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 126.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ - ไทยส่งสินค้าออกไปแคนาดาในช่วงเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2545 มีมูลค่า 275.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แคนาดาเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญอันดับที่ 18 สินค้าออกที่สำคัญ ได้แก่ กุ้งแช่แข็ง ปลาทูน่ากระป๋อง แผงวงจรไฟฟ้าและอิเล็คโทรนิกส์ เครื่องประมวลข้อมูล เครื่องส่งวิทยุโทรทัศน์ - ไทยนำสินค้าเข้าจากแคนาดาในช่วงเดือนมกราคม –พฤษภาคม 2545 เป็นมูลค่า 149.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แคนาดาเป็นตลาดนำเข้าที่สำคัญอันดับที่ 23 สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เยื่อกระดาษ เคมีภัณฑ์ ข้าวสาลีและหนังดิบ - ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและแคนาดาที่ผ่านมาไม่ประสบปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากแคนาดาไม่ได้ตั้งข้อกีดกันอันเป็นอุปสรรคทางการค้าทั้งที่เป็นภาษีและมิใช่ภาษี อย่างไรก็ตาม โดยที่แคนาดาจัดเป็นตลาดที่มีขนาดเล็กและมีระยะทางที่ไกลจากไทย จึงเป็นส่วนทำให้การค้าระหว่างไทย-แคนาดา มีอัตราการขยายตัวที่ไม่มากนัก ดูเอกสารแนบ ด้านการลงทุน - ในระยะแรกที่แคนาดาเริ่มเข้ามาลงทุนในประเทศไทยระหว่างปี 2524-2534 โครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมส่วนใหญ่จะรวมตัวที่สาขาเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร แต่นับตั้งแต่ปี 2535 – ปัจจุบัน การลงทุนของแคนาดาในไทยเริ่มมุ่งไปที่อุตสาหกรรมการบริการและสาธารณูปโภค อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องไฟฟ้า อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ กระดาษและพลาสติกมากขึ้น และเป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ (ปี 2539) มีโครงการแคนาดายื่นขอรับการส่งเสริมเพียง 1 โครงการ แต่ในช่วงระหว่างปี 2540 จนถึงปัจจุบันกลับมีแคนาดาให้ความสนใจเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในปี 2541 มีโครงการขนาดเกิน 1,000 ล้านบาท เข้ามายื่นขอรับการส่งเสริม 3 โครงการ และในช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายน 2543 มีโครงการที่ได้รับอนุมัติให้มีการส่งเสริมแล้ว 3 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 972.5 ล้านบาท ทั้งนี้ โครงการที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุดคือ โครงการผลิตโปแตช (Muraite of Potash) และเกลือเพื่อการอุตสาหกรรม (Industrial Grade Salt) ของบริษัทเอเชียแปซิฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยมีเงินลงทุนทั้งสิ้น 25,770 ล้านบาท แคนาดาถือหุ้นร้อยละ 75 และไทยร้อยละ 25 ประเทศไทยประสงค์จะดึงดูดการลงทุนจากแคนาดามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและผลิตภัณฑ์จากไม้ อุตสาหกรรมอาหารเนื่องจากแคนาดามีความชำนาญทางเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมกระดาษและเยื่อกระดาษ อุตสาหกรรมสนับสนุน เช่น การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนอุตสาหกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งแคนาดามีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า รวมทั้งอุตสาหกรรมด้านพลังงาน อนึ่ง ไทยและแคนาดาได้ลงนามในความตกลงว่าด้วยการส่งเสริม | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||